วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อาหารที่คุณแม่ควรทานระหว่างตั้งครรภ์




  คนท้อง
 อาหารที่คุณแม่ได้ทานลงไปในระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์บุตร อยู่นั้น เป็นส่วนสำคัญหลักๆ เพราะ ลูกจะได้รับสารอาหารได้อย่างเต็มที่หรือไม่ขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่ได้รับประทานเข้าไปนั่นเอง จึงมีส่วนสำคัญมาก ต่อ พัฒนาการทางด้านร่างกายและสมองของลูกรัก ดังนั้น เราจึงต้องมีการเอาใจใส่ ใส่ใจดูแลเป้นพิเศษ ในการทานอะไรสักอย่างเข้าไปค่ะ เพื่อ ให้ ลูกรัก ได้รับสารอาหารที่เพียวพอ และ จำเป็นต่อร่างกายมากที่สุดค่ะ 
1.กินอย่างไร เพื่อเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์

         เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเป็นแม่ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน คือ

         1)กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดูแลร่างกายให้แข็งแรง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม

         2)ควรกินอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น นม กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย งาดำ เป็นต้น เพื่อจะได้เสริมสร้างกระดูกของคุณแม่ให้แข็งแรง

         3)กินกรดโฟลิกเพื่อบำรุงเลือด โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยากจะมีลูก คุณหมอจะแนะนำให้กินกรดโฟลิกเป็นประจำอย่างต่อเนื่องวันละ 400 ไมโครกรัม เป็นเวลา 12 สัปดาห์

 2.อาหารบำรุงเลือด

         คืออาหารที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดและดูดซึมธาตุเหล็ก ได้แก่

         1)ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางของคุณแม่ได้ พบในตับ ไข่แดง เนื้อแดง งา ถั่วแดง ขนมปังโฮลวีต ลูกพรุน ผักโขม ถั่วลันเตา สาหร่ายทะเล เป็นต้น

         2)โปรตีน ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กในเนื้อสัตว์ให้มากขึ้น และยังสร้างโปรตีนของเม็ดเลือดแดงได้ด้วย แหล่งอาหารที่มีโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ อาทิ หมู ไก่ กุ้ง ปลา และเนื้อ เป็นต้น

         3)โฟเลต อาหารเริมสร้างเม็ดเลือดแดงได้แก่ บร็อกโคลี แคนตาลูป ตับ เนื้อแดง ผักโขม ผักกาดหอม และหน่อไม้ฝรั่ง

         4)ทองแดง ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี พบในตับลูกพรุนแห้ง เมล็ดทานตะวัน เต้าหู้แข็ง ช็อกโกแลต เป็นต้น

 3.อาหารแก้แพ้ท้อง

         เมื่อตั้งครรภ์จะกินอะไรก็ลำบาก เพราะกินไปแต่ละทีก็มีแต่อาเจียนออกมา ทำอย่างไรถึงจะหายแพ้ ลองแก้ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ

         1)แบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ หลาย ๆ มื้อ เพื่อแก้อาการอยากอาเจียนและเบื่ออาหารของแม่ท้อง

         2)จิบน้ำขิงบ่อย ๆ ทีละน้อย เพราะน้ำขิงสามารถแก้อาการคลื่นไส้ได้

         3)ติดของว่างไว้ใกล้ ๆ ตัว ประเภทขนมปังขิง ขนมปังกรอบ หรือซีเรียลแท่งเล็ก ๆ จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ตื่นนอนตอนเช้าและกลางคืนดึก ๆ

 4.ไขมันและคาร์ไบไฮเดรตนั้นสำคัญ

         คุณแม่หลายคนที่กลัวอ้วนมักงดอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะไขมันมีประโยชน์และช่วยในเรื่องพัฒนาการของลูกในครรภ์ โดยเฉพาะไขมันชนิดไม่อิ่มตัว หรือไขมันจากพืช เมล็ดพืช เช่น อโวคาโด พืชตระกูลถั่วเมล็ดทานตะวัน ส่วนไขมันจากปลาก็ได้แก่ ปลาที่ไม่ติดส่วนมัน เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เป็นต้น

         ขณะที่ คาร์โบไฮเดรต คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับพลังงานมากกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 300-500 กิโลแคลอรี ซึ่งแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ ก็มาจากแป้ง ข้าว น้ำตาล และผลไม้ ดังนั้น คุณแม่ควรกินอาหารประเภทที่มีกากใยโปรตีน ใยอาหาร เกลือแร่ และวิตามิน รวมอยู่ด้วย อันได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ถั่ว ผลไม้ ที่มีกากใย และธัญพืชต่าง ๆ ฯลฯ

 5.กินผัก เพื่อลูก

         คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนไม่ชอบกินผัก แต่ยามนี้ ผักมีประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์ค่ะ ดังนั้นจึงควรพยายามกินให้ได้นะคะ

         1)ผักสีเขียว ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ขับถ่ายง่าย เริ่มจากผักบุ้งถือเป็นผักที่กินง่ายที่สุด จากนั้นค่อยๆ ไล่ระดับไปจากผักบุ้งเป็นผักตำลึง บร็อกโคลี ผักกาด ผักคะน้า ไปเรื่อยๆ

         2)ผักสีขาว ช่วยต้านมะเร็งและช่วยย่อยอาหาร เช่น ผักกาดขาว หัวไชเท้า ที่นำมาทำน้ำซุป และรสหวานไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวทำให้กินได้ง่าย

         3)ผักสีส้ม ได้แก่ แครอต ฟักทอง โดยเฉพาะฟักทองนำมาทำเป็นของหวานก็ได้ หากคุณแม่ไม่ชอบอาหารคาว แต่ต้องระวังความหวานจากน้ำตาลที่ใช้ประกอบด้วย

         4)ผักสีแดง คุณสมบัติคือช่วยชะลอความแก่ ได้แก่ มะเขือเทศ บีตรูต พริกหวาน

         5)ผักสีม่วง ป้องกันอันตรายที่สะสมในเส้นเลือดและป้องกันโรคหัวใจ ได้แก่ กะหล่ำปลีสีม่วง และมะเขือม่วง

 6.กินอะไร ให้เหมาะแต่ละไตรมาส

         ไตรมาสแรก : 1-3 เดือน

          ช่วงนี้คุณแม่ต้องการพลังงานมากขึ้น สามารถกินอาหารได้ตามปกติ แต่ให้เน้นเมนูผักเป็นหลัก เพราะผักจะช่วยการย่อย และระบบขับถ่าย หากมีอาการคลื่นไส้ ผลไม้รสเปรี้ยวช่วยได้ค่ะ

          ส่วนเครื่องดื่ม ควรเป็นน้ำผลไม้สด เช่น น้ำแตงโม น้ำส้ม แบบคั้นสดนะคะ ไม่ควรปั่น เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินได้

         ไตรมาสที่ 2 : 3-6 เดือน

          ควรเน้นผักใบเขียวมากขึ้น โดยเฉพาะที่มีวิตามินสูง เช่น บร็อกโคลี คะน้า ผักบุ้ง แครอต ถั่วงอก มะเขือเทศ

          ช่วงนี้ลูกน้อยกำลังเจริญเติบโต ฉะนั้นอาหารบำรุงลูกน้อย อย่างโอเมก้า 3 พวกปลาทะเล และถั่วบางชนิดก็มีความสำคัญค่ะ

          คุณแม่ท้องช่วงนี้ อาจจะมีอาการท้องอืดบ้าง การดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ จะช่วยการระบายได้เป็นอย่างดี

        ไตรมาสที่ 3 : 6-9 เดือน

          ใกล้คลอดเข้าไปทุกทีแล้ว คุณแม่อาจเคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวก อาหารที่ควรกินคืออาหารที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย และเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง อาทิ บร็อกโคลี แคนตาลูป ตับ เนื้อแดง ผักโขม ผักกาดหอม และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

 7.อาหารต้องห้ามยามท้อง

         1)อาหารรสเผ็ด เพราะยิ่งเผ็ดอุณหภูมิในร่างกายยิ่งร้อน คุณแม่จะยิ่งหงุดหงิดอาจส่งผลให้ร้อนในและลำไส้อักเสบได้

         2)อาหารหนัก ๆ ย่อยยาก แคลอรีสูง เช่น เค้ก พิซซ่า โดนัท น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังทำให้ร่างกายทำงานหนักและเป็นไขมันส่วนเกินในร่างกายอีก

         3)อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ไข่ดิบ เนื้อปลา ซูซิ สเต๊กบางอย่างหอยนางรม อาจจะมีสารพิษหรือเชื้อโรคตกค้างอยู่ แม่ท้องกินเข้าไปก็อาจติดเชื้อโรคและเป็นอันตรายได้

         4)นมและเนย ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ

         5)ของหมักดอง ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย โซเดียมสูง

         6)น้ำชา กาแฟ ยิ่งดื่มมาก ร่างกายยิ่งต้องขับน้ำออกมามาก และปัญหาที่ตามมาคือคุณแม่อาจท้องผูกได้

         7)ถั่วลิสง ควรหลีกเลี่ยงการกินถั่วลิสงระหว่างตั้งครรภ์ เพราะอาจกระตุ้นให้ลูกเกิดมาเป็นโรคภูมิแพ้ได้

         8)ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาสมองของลูกในครรภ์

 8.ใกล้คลอด หลังคลอด เพิ่มน้ำนม

         เมื่อใกล้คลอด อาหารที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่คืออาหารที่มีรสร้อน เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกายอบอุ่น เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้มีน้ำนมมากขึ้น ฉะนั้นช่วงนี้คุณแม่ควรกินอาหารที่เน้นน้ำนมเป็นหลัก ซึ่งสมุนไพรไทยหลาย ๆ อย่าง ก็มีสรรพคุณเป็นอาหารรสร้อน เช่น หัวปี ใบกะเพรา กุยช่าย กานพลู มะละกอ ฟักทอง ขิง และใบแมงลัก ซึ่งอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส เบต้าแคโรทีน เหล็ก วิตามินซี โปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี เป็นต้น

         เมนูแนะนำคือ แกงเลียง ผัดกะเพรา ยำหัวปลี แกงป่าฟักทองผัดไข่ ฟักทองแกงบวด ไก่ผัดขิง ฯลฯ ที่อุดมไปด้วย แคลเซียม โปรตีน ธาตุเหล็ก อสฟอรัส วิตามินซี เบต้า แคโรทีน ช่วยบำรุงเลือด และทำให้มีน้ำนมเยอะค่ะ

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อาการแพ้ไข่และนมวัวของลูกน้อยสามารถแก้ไขได้ค่ะ




   อาการแพ้ไข่และนมวัวของลูกน้อยสามารถแก้ไขได้ค่ะ
ไข่

นมวัว
อาการแพ้ไข่และนมวัว  นเด็กนั้น ไม่อันตรายอย่างที่คิดและมีวิธีแก้ที่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะต้องใช้ให้ถูกวิธี และ ต้องเป็นวิธีที่ถูก หรือ เข้ากันกับภูมิต้านทานของเด็กด้วยค่ะ เพราะ เด็กบางคนอาจไม่เหมาะกับกาใช้วิธีดังกล่าวได้ค่ะ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้ทานไปเรื่องๆ แต่สามารถทานได้ทีละน้อง สำหรับคนทีี่ยังไม่มั่นใจในภูมิต้านทานของลูกน้อยของคุณ   
     การฉีดยาแก้แพ้เป็นวิธีรักษาอาการแพ้ต่างๆ มานานแล้ว และปัจจุบันผู้ที่แพ้อาหารมักเลือกหลีกเลี่ยงอาหารที่ตนแพ้เพื่อป้องกันตัว เองกันมากขึ้น ถึงอย่างนั้นผู้แพ้อาหารก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่แพ้นมวัวและไข่ ซึ่งเป็นกลุ่มอาหารที่มีผู้แพ้มากที่สุด เพราะทั้ง นมวัวและไข่ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการอาหารจำนวนมาก
จากการ ศึกษาล่าสุดที่ปรากฏในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) พบสัญญาณที่ดีของการรักษาอาการแพ้ดังกล่าวให้หายขาดได้ ด้วยวิธี Oral immunotherapy
Oral immunotherapy หมายถึงการให้ผู้ป่วยกินโปรตีนของอาหารที่แพ้ในปริมาณน้อยๆ ทุกวัน และค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ภายใต้การควบคุมอย่างระมัดระวัง โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มความทนทานต่ออาหารนั้น ปัจจุบันอาหารที่มีการวิจัยเพื่อให้การรักษาโดยวิธีนี้ได้แก่ นมวัว ไข่ และถั่วลิสง ซึ่งพบว่ารักษาโดยวิธีนี้ได้สำเร็จเพิ่มมากขึ้น
การศึกษา กรณีเด็กแพ้โปรตีนไข่ ทำโดยให้เด็ก 40 คนกินไข่ในปริมาณควบคุมทุกวันเป็นเวลาสองปี พบว่ามีเด็ก 11 คนที่สามารถกลับมากินไข่ได้ตามปกติและไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เช่นเดียวกันกับกรณีของเด็กที่แพ้โปรตีนนมวัว นักวิจัยได้ให้เด็ก 12 คน (อายุระหว่าง 5 - 12 ปี )   
ดื่มนมวัวที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปใดๆ ในปริมาณควบคุมเป็นเวลาหกสัปดาห์ และเมื่อครบกำหนด พบว่าเด็กทั้งสิบสองคนสามารถกลับมาดื่มนมวันละสองแก้วได้เป็นปกติ
การทดลองดังกล่าวสรุปได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก แต่ปฏิกิริยาต่อต้านก็อาจเกิดขึ้นได้บ้างในบางลักษณะ
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการศึกษาค้นคว้าเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ ชิด พ่อแม่เด็กจึงไม่ควรทดลองบำบัดเองที่บ้านโดยเด็ดขาดนะคะ

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เตือน... คุณแม่ผ่าคลอด อาจทำให้ลูกไม่ได้รับภูมิต้านทานที่เพียงพอ!




    จากการรวบรวมผลการศึกษาวิจัย ยืนยันตรงกันว่า เด็กที่คลอดโดยวิธีผ่าคลอดอาจมีโอกาสเจ็บป่วยมากขึ้นถึง 20%*
     และเสี่ยงต่อระบบภูมิต้านทานที่พัฒนาล่าช้าตั้งแต่เกิด เมื่อเทียบกับการที่เด็กคลอดด้วยวิธีธรรมชาติผ่านทางช่องคลอด

แม่และเด็ก

ทำไม? เด็กผ่าคลอดอาจมีโอกาสป่วยง่ายกว่าเด็กคลอดตามธรรมชาติ
    เพราะเด็กที่ผ่าคลอดจะคลอดออกมาทางแผลผ่าตัดหน้าท้อง ทำให้หมดโอกาสที่จะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติก เหมือนๆ กับเด็กที่คลอดตามธรรมชาติซึ่งจะได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์นี้ผ่านทางช่องคลอดและลำไส้ใหญ่ส่วนล่างของแม่ โดยจะพัฒนาต่อไปเป็นระบบภูมิคุ้มกันต้านทานตั้งต้นที่สำคัญในวัยแรกเกิดของลูกน้อย
เมื่อลูกน้อยมีพัฒนาการภูมิต้านทานล่าช้า ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น อาการที่มักเห็นในเด็กเล็กเพิ่มมากขึ้นๆ ในปัจจุบัน เช่น เป็นผื่นคัน อาการน้ำมูกไหลง่าย หรือเป็นโรคภูมิแพ้ตามมา การใส่ใจเสริมสร้างคืนภูมิต้านทานให้ลูกน้อยหลังการผ่าคลอดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ
คุณแม่ผ่าคลอด เลือกคืนภูมิต้านทานตั้งต้นให้ลูกน้อยได้      
นมแม่  นับว่าที่ความสำคัญอย่างมากสำหรับลูก โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกที่ลูกจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคที่จะเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ หรือในรายที่คุณแม่ไม่สามารถให้นมแม่ได้หรือมีไม่เพียงพอ ควรเลือกนมสูตรเสริมจุลินทรีย์สุขภาพ หรือ โพรไบโอติก และอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ พรีไบโอติก ชนิดดังกล่าว  ทำงานร่วมกันแบบ ซินไบโอติก ที่มีผลวิจัยยืนยันแล้วว่าสามารถสร้างเสริมภูมิต้านทานตั้งต้นที่แข็งแกร่งให้ลูกน้อยได้
รู้แบบนี้แล้วคุณแม่ผ่าคลอดคงจะสบายใจขึ้น อย่างไรก็ดี คุณแม่ยังสามารถขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อคืนภูมิต้านทานตั้งต้นได้อย่างเหมาะสมให้กับลูกน้อยของคุณแม่ได้

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ิสิ่งง่ายๆที่สามารถสร้างความสุขให้คุณได้




วิธีง่าย ๆ สไตล์อายุรวัฒน์ โดยให้มีวิถีชะลอวัย โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยไปตามวัยเสมอ 

แม่และเด็ก

1. เปลี่ยนอาหาร
ผู้ที่เป็นมารดามักต้องเสียสละร่างกายส่วนหนึ่งเพื่อไปสร้างเป็นร่างกายลูกน้อย ส่วนหายไปทำให้คุณแม่ทรุดโทรมได้เมื่อถึงวัยหนึ่ง การเปลี่ยนอาหารช่วยคุณแม่นั้นขอให้เริ่มที่
ชา,กาแฟ,น้ำอัดลม,น้ำหวานและแอลกอฮอล์ ขอให้เป็นน้ำเพื่อสุขภาพนั่นคือ "น้ำเปล่า" และ "น้ำผักผลไม้ปั่นทั้งกาก" ส่วนในเรื่องมื้ออาหารขอให้ทานแบบไม่ต้องหนักทั้ง 3 มื้อ
ก็ได้ ปรับมื้อเย็นให้เบาลงเป็นสลัดหรือผักน้ำพริกไม่มีข้าว เอาอาหารแคลเซียมสูงเติมเข้าไป อาทิ เต้าหู้,งาดำและปลาเล็กให้คุณแม่รับประทาน "เติมกระดูก" ให้ลูกควงแขนเดิน
เล่นได้นานๆ
2.เปลี่ยนน้ำดื่ม
การดื่มน้ำแบบคุณแม่ต้องเลือกดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ น้ำเปล่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่คุณแม่หลายท่านไม่คุ้นชิน การกินน้ำชา,กาแฟหรือน้ำแร่นั้นก็เป็นเรื่องนานาจิตตังสุด
แต่คุณแม่นิยมครับ แต่หลักการก็คือให้มีน้ำเข้าสู่ร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเพื่อบำรุงสมองและหัวใจของคุณแม่ให้ไม่เสื่อมไวจากการอักเสบตามวัย
3.เปลี่ยนการนอน
คนเมื่อถึงวัยคุณแม่แล้วมักบ่นว่านอนได้น้อยลงหรือไม่ก็ตื่นไวขึ้น การนอนที่ดีของคุณแม่ขอคุณลูกแค่แอบสังเกตว่า "นอนกลางวัน" หรือไม่ถ้าใช่ให้ชวนคุณแม่ทำกิจกรรมอื่น
แทนการนอน ถ้ายังไม่หลับอีกก็ให้หา "น้ำเชอรี่", "ขี้เหล็ก", "มะตูม" หรือชาคาโมไมล์อุ่นท้องมาให้คุณแม่รับประทานจะช่วยได้มาก
4.เปลี่ยนการนั่ง
คุณแม่หลายท่านมีเรื่อง "น้ำหนักเกิน" จากการไม่ค่อยลุกเดิน ขอให้ชวนคุณแม่มาลุกเดินรอบบ้านบ้างหรือเปลี่ยนโลเคชั่นสวยๆ นอกบ้านให้คุณแม่รู้สึกอยากเดิน ไม่เช่นนั้นอาจ
ทำให้ "ข้อเข่า" และ "ข้อสะโพก" มีปัญหา แต่ถ้ามีคุณแม่ที่ขยันไม่หยุด เดินทั้งวันก็ขอให้คุณลูกดูอย่าให้ท่านั่งท่า ขัดสมาธิ,พับเพียบ,ยองๆ และคุกเข่าบ่อยเกินไปเพราะ
ทำลายข้อได้
5.เปลี่ยนข้อไหล่ข้อเข่า
นั่นคือเปลี่ยนให้คุณแม่ได้พักร่างกายบ้าง อย่างการหิ้วของหนักหรือยกของจนข้อไหล่และหลังแทบพังนั้นขอให้เว้นไว้เลย เพราะคุณแม่อาจมีปัญหากับ "โรคกระดูกพรุน
(Osteoporosis)" หรือกระดูกบางระยะเริ่มต้นมาก่อนแล้ว ลองคิดง่ายว่าตั้งแต่เราเกิดมาก็มีแม่คอยอุ้ม ครั้นโตขึ้นแม่บางท่านต้องช่วยหิ้วกระเป๋าหนังสือ เมื่อเติบใหญ่ทำงานได้
แล้วคุณแม่ก็อาจยังต้องคอยช่วยดูแลกิจการ ช่วยยกข้าวของหรือซักผ้าทำงานบ้านเพื่อให้ลูกสบายขึ้น ขอให้จับมือคุณแม่ไว้แล้วช่วยให้ท่านเบาแรง
6.เปลี่ยนหัวใจ
ในที่นี้หมายถึงจิตใจข้างในของคุณแม่ต้องแก้ที่ "เครียด" ด้วย ในผู้ใหญ่เราพบภาวะเครียดเก็บไว้ข้างในจนกลายเป็น "ซึมเศร้า (Depressive mood disorder)" ได้มาก หากมี
อาการเหงาๆ เงียบๆ ไปขอให้ลูกๆ เข้าไปทัก นอนตัก นั่งนวด ลูบเนื้อตัวให้คุณแม่ แค่นี้ก็ช่วยล้างพิษพิชิตเครียดในหัวใจคุณแม่ได้แล้ว เปลี่ยนให้ความเครียดนั้นกลายเป็นความ
สุขตามประสาแม่ลูก
7.เปลี่ยนรัก
ให้คุณแม่ได้พักบ้าง เพราะความรักของแม่นั้นมากมายมหาศาล ทุกๆ วันแม่มีแต่คอยรักและห่วงลูกจนเมื่อแม่ย่างเข้าวัยอาวุโสขึ้น แม่จะรู้สึกว่าต้องฝืนร่างกายดูแลลูกทำกับข้าวหรือดูแล
บ้านเพื่อลูกเพราะคำว่า "รัก" คำเดียวเท่านั้น ข้อนี้สำคัญครับคือขอให้ลูกเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรักแม่อย่างที่แม่ทำบ้าง ให้แม่วางภาระงานลงแล้วหาคนมาช่วยทำงานบ้าน โดยตัวลูก
เองลงมาชวนคุณแม่ทำกิจกรรมเล็กๆน้อยด้วย กันพอให้ไม่เหงาเช่น ทำกับข้าวให้แม่กิน, ชวนแม่ทำสวนหรือชวนกันเดินเล่นกวาดพื้นแถวซอยบ้าน
สำหรับเรื่องการ "เปลี่ยน" เป็นเรื่องสำคัญที่ลูกทุกคนจะทำให้คุณแม่ได้ เพราะดวงใจของคุณแม่ก็คือลูก ถ้าลูกเป็นห่วงและขอร้องแล้วก็เชื่อว่าคุณแม่
ส่วนใหญ่คงพร้อมที่จะทำอย่างปลื้มใจที่สุด แต่ก็ขอให้อย่าเพิ่งหยุดการเปลี่ยนนี้ที่แค่คุณแม่ เพราะตัวลูกเองก็อาจ "เปลี่ยน" ให้คุณแม่มีความสุขได้เช่นกัน โดยเปลี่ยนสำคัญที่
มอบเป็นของขวัญในวันแม่ได้ก็คือ เปลี่ยนการดื่มเหล้า, สูบบุหรี่, เปลี่ยนการกินเที่ยวดึกๆ หรือเปลี่ยนตัวตนเป็นคนขยันช่วยคุณแม่ให้ไม่ต้องเหนื่อยตลอดชีพ เพราะความสำคัญ
อยู่ที่ "รักจากลูก" นั่นเองที่ทำให้แม่ไม่เกรงกลัวการเปลี่ยนแปลง ด้วยแรงรักที่ทำให้ "เปลี่ยน" นี้จะทำให้แม่มีสุขภาพดีอยู่กับลูกไปนานแสนนาน

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สุขภาพฟันของเด็กสำคัญอย่างไร?


    การดูแลสุขภาพช่องปาก  ของลูกรัก ต้องดูแลเป็นพิเศษ ไม่ต่างกับส่วนสำคัญส่วนอื่นๆในร่างกายเลย เพราะ ช่องปาก  ถ้ามีปัญหาแล้ว อาการอาจจะลุกลามไปที่ช่องลำคอ หรือ ช่องท้องได้ ในกรณีที่ช่องปาก อาจเกิดอาการเป็นแผลและมีน้ำหนองค่ะ
ช่องปากเด็ก
ผลเสียจากการใช้จุกนม  มีผลทำให้ฟันยื่น
   จุกนมเป็นลักษณะหัวนมที่ทำด้วยยาง พ่อแม่หลายท่านนิยมให้เด็กดูดเพื่อให้เลิกร้องไห้          จะมีผลทำให้ฟันหน้าบนยื่น ฟันล่างหลุบเข้าไปในปาก ในบางคนอาจมีฟันหน้าไม่สบกันเลย  ซึ่งจะมีผลต่อใบหน้าและบุคลิกภาพไม่สวยงาม ทำให้ระบบการบดเคี้ยวไม่ดี และระบบย่อยอาหารก็ไม่ดีเช่นกัน จึงควรพยายามเลิกการใช้จุกนม
ข้อควรระวังในการใช้ยาสีฟันในเด็ก พ่อแม่ควรบีบยาสีฟันให้เพียงเล็กน้อย
   การดูแลฟันเด็กจากการหมั่นแปรงฟันให้ลูก จะทำให้ลูกมีฟันดีได้ ในการแปรงฟัน ยาสีฟันเป็นสิ่งสำคัญ ปัจจุบันนี้ยาสีฟันที่มีจำหน่ายในท้องตลาดจะมีสีกลิ่นและรสหอมหวาน  เพื่อดึงดูดให้เด็กๆชอบ และรักการแปรงฟันบ่อยๆ มีผลดีต่อฟันก็จริง แต่ถ้าเด็กชอบกลืนยาสีฟันขณะแปรงฟันหรือเด็กไม่สามารถบ้วนปากได้เด็กก็จะกลืนยาสีฟัน 
การแปรงฟัน ในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 7 ปี
   ก่อนการแปรงฟัน ควรเลือกแปรงสีฟันให้เหมาะกับปากเด็ก  ในการแปรงฟันเด็กเล็กนั้นควรใช้วิธีขยับไปมาสั้นๆ ในแนวนอนแบบถูไปมา โดยขนแปรงจะคลุมฟันประมาณ 2-3 ซี่ แปรงฟันให้ครบทุกซี่ทุกด้านของฟัน ในกรณีที่เด็กไม่ให้ความร่วมมือ ท่าที่เหมาะสมสำหรับการแปรงฟันในเด็กเล็ก คือ ผู้ใหญ่ควรนั่งอยู่ด้านหลังเด็ก ให้ศรีษะเด็กหนุนตักผู้ใหญ่ และใบหน้าของเด็กหันไปทางเดียวกับผู้ใหญ่ จะทำให้เด็กเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใช้นิ้วมือด้านที่ไม่ได้จับแปรงช่วยแหวกกระพุ้งแก้มเบาๆ ทำให้เห็นฟันบริเวณข้างแก้มได้ 
การช่วยเด็กเล็กแปรงฟัน  สอนให้ลูกรู้วิธีแปรงฟัน
   เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุประมาณ 1 ปีครึ่ง จะมีฟันกรามน้ำนมขึ้นมาในช่องปาก ผู้ใหญ่ควรทำความสะอาดฟันโดยใช้แปรง   สีฟันแปรงฟันให้เด็กเล็ก  รวมทั้งสอนให้ลูกวีธีแปรงฟันและให้เด็กลองหัดแปรงฟันด้วยตนเองบ้าง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีอายุไม่เกิน 8 ปี ผู้ใหญ่ยังจำเป็นต้องแปรงฟันให้  เพราะเด็กยังมีพัฒนาการในการใช้มือไม่ดีพอ  
การพาเด็กไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก
   ผู้ใหญ่ไม่ควรรอให้เด็กมีฟันผุ  หรือมีอาการปวดฟันก่อนแล้วจึงจะพาไปพบทันตแพทย์  การพาเด็กไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก  ควรพาไปแล้วทำให้เด็กสนุนสนาน  เพราะจะทำให้เด็กมีความไว้วางใจ  และมีทัศนคติที่ดีต่อการทำฟันในโอกาสต่อไป 
การให้ฟลูออไรด์ในเด็ก 
   ฟลูออไรด์มีประโยชน์ช่วยให้ฟันแข็งแรง  ผู้ใหญ่ที่จะให้ฟลูออไรด์แก่เด็กควรรู้ถึงวิธีการใช้  วิธีการรับประทานฟลูออไรด์เสริมเพื่อป้องกันฟันผุ ทั้งต่อฟันที่ขึ้นมาในช่องปากและฟันที่ยังไม่ขึ้น ในกรณีที่เด็กกินยาเม็ดไม่ได้  ก็ให้ยาฟลูออไรด์ชนิดน้ำหยดเข้าปากโดยตรงหรือผสมน้ำ  หรือถ้าเป็นยาเม็ดอาจใช้บดแล้วละลายน้ำให้เด็กรับประทาน 
ปัญหาในการแปรงฟันเด็กเล็ก   คุณแม่หลายคนที่มีลูกเล็กๆ จะประสบปัญหาการแปรงฟันให้ลูก  เพราะเด็กจะไม่ยอมแปรงฟันจะดิ้นตลอดคุณแม่อย่าเพิ่งหมดกำลังใจที่จะแปรงฟันให้ลูกมิฉะนั้นคุณแม่เองอาจพบว่าลูกมีฟันผุเกือบทุกซี่ คุณแม่ต้องทำใจแข็งไว้ ถึงแม้ลูกจะดิ้น ร้องไห้  
การดูแลฟันเด็กอายุ  6 - 7  ปี
   คำแนะนำในการดูแลฟันเด็กอายุ  6 - 7  ปี  โดยเด็กในวัยนี้ควรแปรงฟันให้สะอาด ทั้งนี้เด็กอายุ  6-7 ปี  สามารถแปรงฟันด้วยตนเอง  ผู้ใหญ่ควรสนับสนุนให้เด็กแปรงฟันเอง  โดยผู้ใหญ่เป็นผู้ตรวจความสะอาดจากการแปรงฟัน  
เด็กเล็กที่เริ่มมีฟันผุ    จะทำอย่างไรกับฟันผุในเด็กเล็ก  อายุระหว่าง  1 - 3  ปี  ฟันที่เริ่มผุในเด็กเล็ก  อาจจะเห็นเป็นโพรงหรือรูยังไม่ชัดเจน  หรืออาจมีขนาดใหญ่จนมีเศษอาหารติด  การนำเด็กไปอุดฟันกับทันตแพทย์  เด็กเล็กอาจไม่ให้ความร่วมมือกับทันตแพทย์  ดังนั้นผู้ใหญ่ควรช่วยเด็ก โดยการหมั่นดูแลทำความสะอาดฟันด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดฟันและเหงือก หลังจากดื่มนมหรือรับประทานอาหารทุกครั้ง และควรใช้แปรงสีฟันเล็กๆ แปรงฟันให้กับเด็ก  

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ดนตรีมีอิทธิพลต่อสมองลูกจริงหรอ?



    ใครๆก็บอกกันว่า ถ้าลูกได้ฟังดนตรีตั้งแต่เด็กๆ ลูกน้อยจะมีพัฒนาการที่ดี และมีสมาธิในการเรียนมาก และยังส่งผลต่อ ไอคิว อีคิว อีกด้วยค่ะ!
ดนตรี ไม่ใช่แค่เพียงทำให้รู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีเท่านั้น แต่ดนตรียังสามารถสร้าง สมาธิ 
ให้ลูก และ พัฒนาสมอง ได้ด้วย

เพลง

       ตอนนี้เรื่อง ดนตรีบำบัด (Music Therapy) กำลังถูกพูดถึงอยู่ในหลายๆ แวดวง เพราะเป็นศาสตร์ที่มีคุณค่า สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย จะใช้รักษาคนไข้จิตเวช คนไข้ที่ทำกายภาพบำบัด หรือแม้แต่คนจะคลอดลูก ดนตรีบำบัดก็สามารถช่วยคลายความเจ็บปวดลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
        สำหรับคนไม่ป่วย แต่มีพฤติกรรมย่ำแย่ ไม่มีความสุขในชีวิต ก็สามารถใช้ดนตรีบำบัดช่วยได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ยิ่งยุคสมัยนี้ที่สื่อและสังคมกำลังกระหน่ำให้เด็กต้องสุ่มเสี่ยงต่อภาวะการ ขาดสมาธิ หรือสมาธิสั้น ก้าวร้าว บางคนก็ซึมเศร้า ลองบำบัดเขาด้วยดนตรี...แล้วจะสัมผัสได้ถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เนื่องจากศาสตร์แขนงนี้เกิดขึ้นก็เพื่อต้องการใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการ ปรับเปลี่ยน พัฒนา และคงรักษาไว้ซึ่งสุขภาวะของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม

เพลง2

- แต่สำหรับการลดอาการก้าวร้าว นอกจากฟังแล้วควรให้เด็กได้เล่นดนตรี เช่น ตีกลอง หรือเคาะจังหวะไปด้วยจะช่วยได้มากขึ้นค่ะ
- ดนตรีจึงเปรียบเสมือนวิตามินที่ทุกๆ ครอบครัวควรมีติดบ้านไว้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องให้ลูกหรือคนในบ้านมีอาการซะก่อนแล้วค่อยไปซื้อหา เพราะขนาดวงการแพทย์สมัยใหม่ยังบอกว่า มนุษย์เราสามารถรับรู้เสียงดนตรีได้

เพลง3

- ตั้งแต่นอนหลับอยู่ในท้องแม่เป็นเดือน ที่ 6 นั่นแล้วค่ะ การเปิดเพลงฟังบ่อยๆ จึงนับเป็นเรื่องที่ดีทั้งกับพ่อแม่และลูก
- "ถ้าคนเราได้ฟังดนตรีตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องถึงขนาดตั้งใจนะ แค่ให้มีดนตรีเป็นแบ็คกราวนด์เท่านั้น ก็จะช่วยให้ความก้าวร้าวหรืออาการสมาธิสั้นลดลง"
- ดนตรี จึงเป็นศาสตร์สารพัดประโยชน์ที่ใช้ได้ทั้งกับคนไข้และบุคคลทั่วไป แถมยังไม่แยกเพศและวัยอีกต่างหาก ว่าแล้วชักชวนลูกๆ มาเปิดเพลงฟังกันดีกว่าค่ะ

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดไม่ลับ กับ ปัญหาหน้าท้องลายหลังคลอด

        เคล็ดไม่ลับ กับ ปัญหาหน้าท้องลายหลังคลอด


    ความสุขจากการรอคอยที่จะได้เห็นหน้าลูก ทำให้แม่ตั้งครรภ์ลืมความกังวลใจเกี่ยวกับตัวเองไปได้ชั่วขณะ แต่หลังจากนั้น พอมีโอกาสไปยืนหน้ากระจก หน้าท้องสวยๆที่แสนภูมิใจ ตอนนี้กลับมีสารพันปัญหาทั้ง หน้าท้องหย่อน หน้าท้องย้อย หน้าท้องลาย
     แต่เรื่องราวของหน้าท้องตอนคุณแม่ท้อง ไม่ได้เลวร้ายเป็นอย่างนี้ทุกคนหรอกค่ะ ถ้าเราดูแลตัวเองดี ปฏิบัติตัวดีเรื่องราวของหน้าท้องก็สามารถจบลงแบบสวยๆ ได้ไม่ยาก
     ปกติแล้วหน้าท้องของคุณแม่จะเริ่มโตออกมาให้เห็นเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3 เดือน ก่อนหน้านั้นมดลูกก็โตขึ้นทุกวัน แต่ยังไม่โผล่พ้นกระดูกเชิงกรานออกมา ดังนั้นถ้าในสามเดือนแรกหน้าท้องของคุณแม่โตก็แสดงว่าที่โผล่ออกมาไม่ใช่มดลูกหรือลูกในท้อง แต่เป็นไขมันหน้าท้องของคุณแม่เอง เป็นอย่างนี้กันเยอะ พอรู้ว่าท้องก็ตั้งหน้าตั้งตากินกันไม่มียั้ง ที่จริงแล้วในช่วงแรกๆ ลูกต้องการอาหารจากแม่น้อยมากน่ะค่ะ
     


     ปกติแล้วผู้หญิงแต่ละคนมีโครงสร้างแตกต่างกัน คนสะโพกใหญ่ มดลูกก็จะจมอยู่ในเชิงกรานมากกว่า จะขยายออกไปทางหน้าท้องน้อยกว่า อีกทั้งถ้าตัวสูงใหญ่ด้วย มดลูกก็จะขยายขึ้นไปด้านบนได้มากกว่า หน้าท้องจะถูกยืดขยายไปไม่มาก ส่วนคนสะโพกเล็ก ตัวเล็ก มดลูกจะลอยขึ้นไปเร็ว อีกทั้งโครงสร้างที่เล็กทำให้มดลูกต้องขยายหน้าท้องออกไปทางด้านหน้าเยอะกว่าด้วย ทำให้มีปัญหาหน้าท้องยืดขยายมากกว่าคนตัวใหญ่ ยิ่งถ้าลูกตัวใหญ่ด้วย หนังท้องก็จะยิ่งถูกยืดมากไปกันใหญ่ วันนี้แอดมินเลยนำวิธีดูแลหน้าท้องลายมาฝากค่ะ


ท้องลาย เรื่องใหญ่ของหน้าท้อง 
90 เปอร์เซ็นต์ของคุณแม่จะท้องลาย เรื่องท้องลายก็เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เราก็มีวิธีดูแลตัวเองให้ท้องลายน้อยลง ปกติท้องจะเริ่มลายเมื่ออายุครรภ์ได้ประมาณ 28 สัปดาห์ โดยจะลายมากขึ้นไปเรื่อยๆแล้วก็หยุดตอนประมาณ 32 สัปดาห์ หลัง 32 สัปดาห์ ถ้าหายและไม่ลายก็จะไม่ลายอีก หากลายไปแล้วก็จะไม่ค่อยลายมากขึ้น ดังนั้นช่วงนี้แหละที่ต้องสนใจดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ควรดูแลอาหารการกินให้น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ ถ้าน้ำหนักขึ้นเยอะ หน้าท้องจะขยายตัวมากตามไปด้วย ท้องก็จะลายง่าย


     พยายาม หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน  เพราะจะทำให้ผิวแห้งมาก ยิ่งทาแป้งก็ยิ่งทำให้ผิวแห้งไปกันใหญ่ ให้ทาครีมบำรุงผิวเป็นดีที่สุด ผิวที่นุ่มชุ่มชื้นย่อมยืดหยุ่นได้ดีกว่าผิวแห้งๆ หลังอาบน้ำก่อนนอนก็ให้คุณสามีนี่แหละช่วยทาครีมที่หน้าท้องให้ เรื่องท้องลายนี้ก็ต้องยึดหลักกันไว้ดีกว่าแก้ เพราะหากปล่อยให้ท้องลายไปแล้ว ไม่ว่าจะทำศัลยกรรมตกแต่งยังไงมันก็ยังลายไม่หายอยู่ดี

   3 เดือนหลังคลอด โอกาสทองของความงาม

      ในช่วงหลังคลอดน้ำหนักจะลด หุ่นจะลดชัดเจนในสามเดือนแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่ค่อยลดแล้ว พอคลอดเสร็จปั๊บก็เริ่มลดน้ำหนักกันได้เลย อันดับแรกคุณแม่ต้องพยายามเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ได้ กินนมแม่อย่างเดียวนี่แหละ เพราะในระหว่างการตั้งครรภ์ อาหารส่วนเกินจะไปสะสมที่ไขมันหน้าท้อง ไขมันต้นขาของคุณแม่เยอะ ตอนให้นมลูกร่างกายจะใช้ไขมันที่สะสมเหล่านี้ไปสร้างน้ำนมด้วย ดังนั้นยิ่งลูกกินนมแม่ไปเท่าไหร่ ก็มีผลพลอยได้ทำให้ไขมันของแม่ลดลงไปด้วยเท่านั้น

    เรื่องอาหารการกินสำคัญ จริงๆแล้วน้ำนมจะเยอะหรือน้อยไม่ได้ขึ้นกับอาหารการ กินสักเท่าไหร่ กินตั้งเยอะแต่น้ำนมไม่ไหลเลยก็มี น้ำนมเยอะขึ้นอยู่กับการที่ลูกได้ดูดนมอย่างสม่ำเสมอมากกว่า หลังคลอดมีไขมันสะสมตกค้างอยู่ที่หน้าท้องเยอะอยู่แล้ว ยิ่งกินมากยิ่งไปสะสมเพิ่มขึ้น เลยยิ่งอ้วนไปกันใหญ่

     หลักสำคัญของการกินอาหารในช่วงหลังคลอดก็แค่ "กินดี แต่ไม่ต้องกินเยอะ" เลือกกินอาหารประเภท โปรตีน ผักสดผลไม้ นมสดพร่องมันเนย และหลีกเลี่ยงอาหารประเภท แป้ง ไขมัน และน้ำตาล กินข้าวน้อยหน่อย กินกับข้าวเยอะหน่อย ไม่กินขนม ของหวาน ของมันๆทั้งหลาย แค่นี้ก็ช่วยได้พอสมควร

    อันสุดท้ายคือ ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากให้ลูกกินนมแม่ดี คุมอาหารดีด้วย น้ำหนักลดลงเท่าตอนที่ยังไม่ท้อง แต่หน้าท้องมันยังไม่สวยเหมือนเดิมอยู่ดี เพราะหนังหน้าท้องมันจะหย่อน แบบนี้เขาเรียกว่า "ผอมแบบสีเทา" ผอมแต่พุงจะโป่งห้อยอยู่ข้างล่าง ถ้าจะให้สวยก็ต้องออกกำลังกายโดยการซิตอัพทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 ครั้งค่ะ

     ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็เกร็งหน้าท้องเอาเข่ายกขึ้นมาชนหัวเกร็งไว้สักแป๊บหนึ่ง ทำประมาณ 10 ครั้ง พอตอนเที่ยงและตอนเย็นก็ทำอีกรอบละ 10 ที ถ้าขยันหน่อยก่อนนอนก็อีกสักรอบ เท่ากับวันหนึ่งคุณแม่จะบริหารหน้าท้องได้เยอะพอสมควร ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ถูกมดลูกขยายดันออกมาจนหย่อนจะค่อยๆตึงตัวแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ หน้าท้องก็จะแบนราบลงเรื่อยๆจนแบนแต๊ดแต๋ แบบนี้เขาเรียกว่า "ผอมแบบสิเรียม" และสิ่งสำคัญที่สุดของการออกกำลังกายก็คือ ความตั้งใจตัวเดียวนั่นเองล่ะค่ะ ส่วนมากที่เห็นห้อยๆกันอยู่ทุกวันนี้เพราะทำแค่วันสองวันก็ขี้เกียจทำแล้ว ไปหาสเตย์มาใส่ดีกว่า ค่ะ

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ดีต่อเด็กอย่างไร?



 ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ดีต่อเด็กอย่างไร?.....

              อาจจะหาเวลาว่างยาก  สำหรบสมัยนี้ที่จะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันได้ พ่อ-แม่-ลูก แต่อย่างไรก็ตาม การอยู่พร้อมหน้ากัน  ในวันสำคัญ หรือ ทุกวันได้ยิ่งดี จะดีต่อตัวลูกน้อยของคุณมากในด้านของ ไอคิว และ อีคิว ด้วยค่ะ ทักษะต่างๆและทางดานอารมย์ เค้าจะรู้สึกเหมือนไม่ขาดความอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ค่ะ!!

3คน
          ทุกวันนี้เรามักได้ยินผู้ใหญ่บ่นกันหนาหูมากขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก บ้างก็ตำหนิว่าเด็กยุคนี้เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจสังคมรอบข้าง ไม่ช่วยเหลืองานบ้าน ทักษะชีวิตแย่ เล่นแต่เกม เมื่อหันมามองในด้านของพ่อแม่กันบ้าง ปฏิเสธไม่ได้ว่า พ่อแม่ก็ได้รับเสียงตำหนิด้วยเช่นกัน จากการสร้างปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การทอดทิ้งลูก ทารุณกรรม มีชู้ เสพยาเสพติด ติดการพนัน และ อื่นๆ
บางที ปัญหาดังที่กล่าวข้างต้นอาจเกิดจากสิ่งเล็ก ๆ อย่างการขาดความใกล้ชิดสนิทสนมกันระหว่างพ่อแม่ลูกก็เป็นได้ วันนี้เราจึงรวบรวมข้อดีของการอยู่ใกล้ชิดกันในครอบครัวมาฝากท่านผู้อ่าน เผื่อว่าในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้จะได้ลองหากิจกรรมดี ๆ ทำร่วมกัน และใช้เวลาสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูกค่ะ ซึ่งประโยชน์ทั้ง 5 ข้อจะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ
ประโยชน์ข้อที่ 1 เพื่อความสำเร็จของลูกพ่อแม่ทุกคนต่างต้องการเห็นลูกประสบความสำเร็จในชีวิต ได้ทำงานที่รัก และมีความสุขความพึงพอใจในชีวิตความเป็นอยู่ การให้ความใกล้ชิดกับลูกช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกไปถึง "ความสำเร็จ" นั้นได้มากกว่าเด็กที่พ่อแม่ห่างเหิน อีกทั้งยังมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าการที่พ่อแม่มีความใกล้ชิดผูกพันกับลูกสามารถช่วยให้ลูกรู้จักใช้จ่ายเงินเมื่อโตขึ้นอีกด้วย
ประโยชน์ข้อที่ 2 ใกล้ชิดกับลูกช่วยลดปัญหาเด็กที่พ่อแม่ดูแลใกล้ชิด มีความสนิทสนม ไว้วางใจ สามารถปรึกษาปัญหากับพ่อแม่ได้ตลอดเวลานั้น มักมีปัญหาในชีวิตน้อยกว่าเด็กที่พ่อแม่ทอดทิ้ง หรือไม่ใส่ใจ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว ติดยาเสพติด หรือปฏิเสธสังคมได้อีกด้วย
ประโยชน์ข้อที่ 3 ใกล้ชิดกับลูกช่วยฝึกกระบวนการคิดการพูดคุยกับลูกเป็นการฝึกกระบวนการคิดของเด็กได้ดีวิธีหนึ่ง ซึ่งใคร ๆ ทำก็คงไม่เหมือนพ่อแม่ทำ แต่ก็มีพ่อแม่บางส่วนไม่อยากชวนลูกคุย เพราะไม่ต้องการตอบคำถามของลูก เกรงว่าจะมีคำถามที่ตนเองตอบไม่ได้ เช่น คำถามเกี่ยวกับการเรียน แต่จริง ๆ แล้ว หากพ่อแม่ละทิ้งความกังวลในจุดนั้นเสีย กิจกรรมการพูดคุยกันระหว่างพ่อแม่ลูกก็จะมีประโยชน์กับเด็กมากกว่าค่ะ ยกตัวอย่างหัวข้อที่สามารถชวนลูกคุยได้เช่น การหยิบข่าวที่มีเด็กถูกลักพาตัวมาพูดคุยกับลูก รวมถึงตั้งคำถามว่าหากมีคนมาคุยกับลูก ชักชวนไปเล่นเกม กินขนม ลูกจะทำอย่างไร ฯลฯ ก็ได้เช่นกัน
ประโยชน์ข้อที่ 4 ส่งต่อทักษะชีวิตจากพ่อแม่ไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการให้ลูกผิดพลาดซ้ำรอยตนเอง การถ่ายทอดประสบการณ์ บทเรียนที่พ่อแม่พบเจอมาผ่านการพูดคุยก็อาจสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก ๆ ได้ หรืออย่างน้อย หากลูกเจอเหตุการณ์เหมือนเช่นที่พ่อแม่เคยประสบมา พวกเขาอาจฉุกคิด และสามารถเอาตัวรอดได้
ประโยชน์ข้อที่ 5 เป็นตัวอย่างให้ลูกเมื่อเขาต้องเป็นพ่อแม่ในอนาคตการที่ลูกได้รับความอบอุ่น และความใกล้ชิดจากพ่อแม่เป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้จะฝังลงไปในส่วนลึกของจิตใจ และเมื่อเขาเป็นพ่อแม่ ก็มีแนวโน้มว่าเขาจะหยิบตัวอย่างดี ๆ ที่พ่อแม่เคยทำกับเขามาใช้เช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่คุณทำวันนี้ไม่เพียงแต่มีผลต่อลูก ๆ เท่านั้น มันอาจส่งผลยาวไปถึงรุ่นหลานของคุณเลยก็ว่าได้ค่ะ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเห็นคุณค่าในทุกวินาทีที่ยังมีชีวิตอยู่น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวตระหนักร่วมกัน เพราะสุดท้ายแล้ว มนุษย์ทุกคนต้องจากกันในวันใดวันหนึ่ง หากเราใช้ชีวิตในทุกวันที่ทุกคนยังอยู่กันพร้อมหน้าให้เต็มที่ ทำดีต่อกันให้ถึงที่สุด อย่างน้อย เมื่อถึงวันที่ต้องลาจาก ภาพทุกภาพในความทรงจำของครอบครัวก็จะยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้ระลึกถึงนั่นเองค่ะ

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ห้ามพลาดเด็ดขาด ถ้าคุณเป็นคุณแม่มือใหม่



ถ้าคุณเป็นคุณแม่มือใหม่ เคยทำสิ่งเหล่านี้

พลาดมาก่อน!!

     ห้ามพลาดเด็ดขาดสำหรับคุณแม่มีใหม่ที่เพิ่งหัดเลี้ยงลูกน้อย 

นี่อาจเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะช่วยในการเลี้ยงลูกให้ง่าย

ขึ้น กว่าเดิมค่ะ...

     เนื้อหาวันนี้มีสารพัดวิธีที่ คุณแม่มือใหม่ จะต้องเรียนรู้ไว้เพื่อหัด

รับมือในการเลี้ยงลูกน้อย ซึ่งวิธีต่างๆ จะให้คุณพ่อมาร่วมมือด้วยก็ได้

น่ะค่ะ เพื่อ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดีค่ะ
คุณแม่มือใหม่
1. ตื่นตูมกับทุกสิ่งทุกอย่างจนเกินไป
ในช่วงขวบปีแรกของลูกน้อย จะเป็นช่วงที่คุณแม่ใกล้จะสติแตกมากที่สุด จนหลายคนก็เผลอตื่นตูมกับทุกพฤติกรรมของลูกเกินไป อย่างเช่น ตื่นตกใจเมื่อลูกสำรอกนม หรือร้องไห้กระจองอแงบ่อย ๆ ซึ่งความตื่นตระหนกของคุณแม่อย่างนี้ ก็จะกระตุ้นให้ลูกน้อยเกิดความกังวลไปด้วยได้ กุมารแพทย์ก็ได้ชี้แจงว่า ร่างกายของเด็กแรกเกิด จะมีกระบวนการยืดหยุ่น และปรับสภาพร่างกายตัวเองได้อยู่แล้ว ดังนั้นหากคุณแม่มั่นใจว่าให้นมลูกในปริมาณที่เหมาะสม และลูกน้อยเองก็ไม่ได้มีอาการผิดปกติเกินไป ปัญหาเด็กสำรอกนม หรือร้องไห้บ่อย ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากนัก
2. คิดว่าการที่ลูกร้องไห้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข
พ่อแม่หลายคนจะตกใจมากหากเห็นลูกน้อยร้องไห้ เพราะเข้าใจว่า เมื่อไรที่เด็กร้องไห้ออกมา ก็แสดงว่าเด็กรู้สึกแย่หรือป่วย ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว เด็กกับการร้องไห้เหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เด็ก ๆ ร้องไห้ก็เพราะเขายังเป็นเด็ก และไม่รู้วิธีจะเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่อย่างไรเท่านั้นเอง แต่หากว่าลูกน้อยร้องไห้เสียงดัง ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ปลอบเท่าไรก็ไม่ยอมหยุดร้อง กรณีนี้ควรพาเขาไปหากุมารแพทย์โดยด่วนนะจ๊ะ
3. ปลุกลูกมาดื่มนม
อาจเป็นความเข้าใจผิดที่คิดว่า นมแม่จะไม่อยู่ท้อง และไม่สามารถทำให้ลูกรักเต็มอิ่มได้ตลอดทั้งคืน ด้วยเหตุนี้คุณแม่หลายท่านจึงมักจะปลุกลูกน้อยตอนกลางดึก เพื่อให้เขาตื่นมาดื่มนมแม่อีกครั้ง ก่อนจะกล่อมให้เขาหลับต่ออีกหน ซึ่งต้องบอกตรงนี้เลยว่า การปลุกลูกน้อยให้ตื่นขึ้นมาดื่มนมกลางดึกแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก เพราะในยามกลางคืนเด็กเองก็ไม่ได้มีความต้องการดื่มนมแม่เท่าไร แต่เขาต้องการพักผ่อนอย่างเต็มที่ตลอดทั้งคืนต่างหาก

แม่3
4. สับสนระหว่างการแหวะและอาเจียน
คุณแม่หลายคนมักจะสับสนระหว่างพฤติกรรมที่ลูกแหวะของที่กินออกมา และอาการอาเจียน โดยแยกไม่ออกว่า ลูกแหวะหรือว่าอาเจียนจริง ๆ กันแน่ และมักจะบรรเทาอาการของลูกแบบผิด ๆ หรือเข้าข่ายตื่นตกใจเกินเหตุ แต่ทั้งนี้กุมารแพทย์ก็แนะนำว่า หากลูกแหวะหรือสำรอกนมทุก ๆ 30-45 นาทีติดต่อกัน อันนับเป็นอาการอาเจียน ก็อาจเป็นไปได้ว่า ระบบทางเดินอาหารของลูกมีปัญหา แต่หากลูกน้อยเพียงแค่แหวะออกมาเป็นครั้งคราว ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ไม่น่ากังวลแต่อย่างใด
5. ละเลยอุณภูมิในตัวลูกน้อย
หากอุณภูมิของลูกน้อยสูงเกินกว่า 37 องศาเซลเซียส ก็นับว่าเป็นระยะอันตรายกับตัวเด็กแล้ว แต่คุณแม่มือใหม่หลายคนมักจะเข้าใจผิดไปว่า เด็กเพียงตัวอุ่น ๆ จากการที่เราห่มผ้า หรือสวมเสื้อผ้าหนา ๆ ให้เขาเท่านั้น ซึ่งการละเลยเช่นนี้สามารถเปิดโอกาสให้ลูกรักป่วยได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว ดังนั้นหากรู้สึกได้ว่าลูกตัวอุ่น ๆ ติดต่อกัน 24 ชั่วโมง แถมยังมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องรีบนำเขาไปพบแพทย์ด่วนเลยนะคะ
6. ติดตั้งคาร์ซีทไม่ถูกต้อง
ต้องยอมรับว่าสมัยนี้เราใช้ชีวิตกันได้ง่ายดายขึ้นมาก ถึงขนาดที่ซื้ออุปกรณ์อะไรมาก็สามารถติดตั้งด้วยตัวเองง่าย ๆ ตามคู่มือการใช้งานได้เลย แต่สำหรับคาร์ซีทของลูกน้อยควรจะต้องเป็นกรณียกเว้น เนื่องจากหากคุณสุ่มสี่สุ่มห้าติดตั้งคาร์ซีทแบบผิด ๆ ไป อาจก่อให้เกิดอันตรายกับลูกรักในขณะที่เขาโดยสารรถยนต์ของคุณพ่อคุณแม่ได้ ฉะนั้นก็ควรยกหน้าที่นี้ให้ช่างผู้ชำนาญการเป็นคนติดตั้งคาร์ซีทให้จะดีกว่า
7. ไม่ใส่ใจสุขภาพช่องปากของลูกรัก
ผู้ใหญ่หลายคนมักจะเข้าใจว่า เด็ก ๆ ไม่น่าจะมีปัญหาสุขภาพช่องปาก เนื่องจากเขาไม่ค่อยได้รับประทานอาหารเท่าไรนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว กุมารแพทย์ก็แนะนำให้คุณแม่ใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากของลูกรักตั้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากไม่ปล่อยให้เขานอนหลับคาขวดนม ในกรณีที่ลูกน้อยมีฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นแล้ว และพยายามให้เขาได้บ้วนปากด้วยฟลูโอไรด์ด้วย โดยอาจจะปรึกษาทันตแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กเล็กก็ได้ นอกจากนี้ก็ควรใช้ผ้ากอซชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดเหงือกให้ลูกรักทุกครั้งหลังเขารับประทานอาหาร หรือดื่มนมด้วย

แม่
8. หลงลืมความสัมพันธ์ฉันท์สามี ภรรยา
คู่แต่งงานหลายคู่เริ่มมีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกัน หลังจากที่ให้กำเนิดลูกน้อยออกมา โดยนักจิตวิทยาได้ชี้แจงว่า ต้นเหตุของปัญหาอาจเกิดจากการที่คุณแม่มือใหม่ต้องทุ่มเทเวลาเลี้ยงดูลูกน้อยแบบแทบจะถวายชีวิต อุทิศเวลาทั้งหมดของตัวเองให้ดวงใจแสนรัก ก็เลยลืมดูแลความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาไปบ้าง จนหนักเข้าก็กลายเป็นสร้างระยะห่างระหว่างกันโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยกับการเลี้ยงดูลูกน้อย ก็อย่าลืมแบ่งเวลาไปกุ๊กกิ๊กกับสามีบ้างนะจ๊ะ
9. แสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อหน้าลูก
เด็กอายุ 3 เดือนก็เริ่มรับรู้ และมีความรู้สึกแล้ว ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อหน้าลูกน้อยอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเสียง หรือตะคอกใส่กัน รวมทั้งการทะเลาะตบตีกันด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะสร้างความเครียด และความกดดันให้ลูกน้อยโดยที่คุณไม่ทันได้รู้สึกตัว และอาจะเป็นสาเหตุให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงเมื่อเขาโตขึ้น
10. หลงเชื่อวิธีการเลี้ยงลูกจากแหล่งที่เชื่อถือไม่ได้
ผลสำรวจเผยว่า คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะพลาดไปหลงเชื่อข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกน้อยจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ ซึ่งก็แน่นอนว่า ต้องส่งผลเสียมากกว่าผลดีกับลูกรักของเราอยู่แล้ว ฉะนั้นต่อไปนี้ควรรับคำแนะนำในการเลี้ยงดูลูกน้อยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือจากประสบการณ์ตรงของคุณแม่มือโปรที่ผ่านการเลี้ยงดูเด็กเล็กมาก่อน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลทางการแพทย์ และการฉีดวัคซีน ซึ่งควรต้องได้รับคำแนะนำจากกุมารแพทย์โดยตรง

        ลูกน้อยของเรากว่าจะโต กว่าจะเติบใหญ่ อาจต้องใช้เวลา

นานมาก แต่ ถ้ามีเคล็ดลับในการดูแล แบบที่วันนี้ แอดมินเอามา

ให้แล้วล่ะก็ การเลี้ยงลูกน้อยของคุณจะง่ายเหมือนปลอกกล้วย

เลยหละค่ะ

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Mindset คืออะไรและสำคัญกับลูกคุณอย่างไรไปดูกันค่ะ



การพัฒนา Mindset คืออะไรและสำคัญกับลูกคุณอย่างไรไปดูกันค่ะ


 การดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของพัฒนาการลูกนั้นสำคัญอย่างไร
     ทำไมต้องมี การพัฒนา Mindset  ขึ้นมาด้วย..และมีประโยชน์อย่างไร ?เพื่อเป็นแนวคิดที่ เราจะสามารถนำไปใช้ในการสร้างเสริมพัฒนาการให้แก่ลูกน้อยของคุณ ด้วยตนเองได้ค่ะ 
    การพัฒนา Mindset 
Mindset หรือ “กรอบความคิด” ในบางตำราอาจใช้คำว่า โปรแกรมความคิด หรือกระบวนการทางความคิด
สิ่งสำคัญคือ Mindset นั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่าคำว่า “ความเชื่อ belief” ทั่วๆ ไป เพราะ Mindset คือ “ความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรม”
แนวคิดทา
 Mindset  เป็นความเชื่อที่ฝังอยู่ในวิญญาณของมนุษย์ และไม่ได้แสดงออกชัดเจน เหมือนความเชื่อภายนอก เป็นศูนย์กลางการประมวลความคิดทั้งหมดที่ไหลเข้ามาจากปัจจัยภายนอก และส่งผลไปตามกลไกภายใน เหมือนกับโรงงานที่รับวัตถุดิบเข้าไปและให้ผลผลิดต่างกัน ขึ้นอยู่กับเครื่องจักรที่อยู่ในโรงงาน
#Mindsetคือ ความเชื่อ หรือความคิดที่ส่งผลถึงพฤติกรรม และทัศนคติ ประสบการณ์ต่างๆ ที่เราได้รับ (Input) จะส่งผลต่อกรอบความคิด (Mindset) และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนามุมมองต่างๆ ของตัวเรา (Perspective)
Mindset จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาศักยภาพของคนเราทุกคน ในทุกเพศทุกวัย เพราะ Mindset เป็นตัวขับเคลื่อนในทุกแง่มุมของชีวิต ทั้งจากงานไปสู่กีฬา จากความสัมพันธ์ไปสู่ครอบครัว จนการเป็นพ่อแม่ รวมทั้งการศึกษา

กระบวนการ
ทุกคนจึงสามารถที่จะใช้ Mindset ในการบรรลุผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะหรือมีพรสวรรค์ ทั้งในด้าน ดนตรี วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ กีฬา หรือแม้แต่ในทางธุรกิจ
และสิ่งสำคัญ คือ เราสามารถเปลี่ยนกรอบความคิดในช่วงไหนของชีวิตก็ได้ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ และได้รับความพึงพอใจอย่างแท้จริง
ในปัจจุบัน โรงเรียนชั้นนำในต่างประเทศ เช่น โรงเรียน Wroxham School ในประเทศอังกฤษ และอีกจำนวนมากในสหรัฐอเมริกา ได้นำเอาเรื่อง Mindset มาปรับใช้ในการพัฒนาโรงเรียนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
  ในขณะนี้ มีการนำเอา Mindset ไปใช้ในการค้นพบ และ สร้างเสริม สร้างสรรค์ พรสวรรค์ ให้แก่ลูกน้อยของคุณได้แล้วค่ะ ซึ่งประสบความสำเร็จมากในยุคนี้ เพราะ  Mindset จะช่วยให้คุณค้นพบ ความเก่ง ความฉลาดของลูกได้ง่ายขึ้นมากค่ะ อีกทั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต้องไปใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจากทางคอสต่างๆที่ราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น Mindset นี่แหละค่ะ ที่จะตอบโจทย์ความต้องการและ ยุคเศรษฐกินแบบนี้ได้ค่ะ เราสามารถช่วยประหยัดในส่วนนี้ลงมาได้ค่ะ