วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สุขภาพฟันของเด็กสำคัญอย่างไร?


    การดูแลสุขภาพช่องปาก  ของลูกรัก ต้องดูแลเป็นพิเศษ ไม่ต่างกับส่วนสำคัญส่วนอื่นๆในร่างกายเลย เพราะ ช่องปาก  ถ้ามีปัญหาแล้ว อาการอาจจะลุกลามไปที่ช่องลำคอ หรือ ช่องท้องได้ ในกรณีที่ช่องปาก อาจเกิดอาการเป็นแผลและมีน้ำหนองค่ะ
ช่องปากเด็ก
ผลเสียจากการใช้จุกนม  มีผลทำให้ฟันยื่น
   จุกนมเป็นลักษณะหัวนมที่ทำด้วยยาง พ่อแม่หลายท่านนิยมให้เด็กดูดเพื่อให้เลิกร้องไห้          จะมีผลทำให้ฟันหน้าบนยื่น ฟันล่างหลุบเข้าไปในปาก ในบางคนอาจมีฟันหน้าไม่สบกันเลย  ซึ่งจะมีผลต่อใบหน้าและบุคลิกภาพไม่สวยงาม ทำให้ระบบการบดเคี้ยวไม่ดี และระบบย่อยอาหารก็ไม่ดีเช่นกัน จึงควรพยายามเลิกการใช้จุกนม
ข้อควรระวังในการใช้ยาสีฟันในเด็ก พ่อแม่ควรบีบยาสีฟันให้เพียงเล็กน้อย
   การดูแลฟันเด็กจากการหมั่นแปรงฟันให้ลูก จะทำให้ลูกมีฟันดีได้ ในการแปรงฟัน ยาสีฟันเป็นสิ่งสำคัญ ปัจจุบันนี้ยาสีฟันที่มีจำหน่ายในท้องตลาดจะมีสีกลิ่นและรสหอมหวาน  เพื่อดึงดูดให้เด็กๆชอบ และรักการแปรงฟันบ่อยๆ มีผลดีต่อฟันก็จริง แต่ถ้าเด็กชอบกลืนยาสีฟันขณะแปรงฟันหรือเด็กไม่สามารถบ้วนปากได้เด็กก็จะกลืนยาสีฟัน 
การแปรงฟัน ในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 7 ปี
   ก่อนการแปรงฟัน ควรเลือกแปรงสีฟันให้เหมาะกับปากเด็ก  ในการแปรงฟันเด็กเล็กนั้นควรใช้วิธีขยับไปมาสั้นๆ ในแนวนอนแบบถูไปมา โดยขนแปรงจะคลุมฟันประมาณ 2-3 ซี่ แปรงฟันให้ครบทุกซี่ทุกด้านของฟัน ในกรณีที่เด็กไม่ให้ความร่วมมือ ท่าที่เหมาะสมสำหรับการแปรงฟันในเด็กเล็ก คือ ผู้ใหญ่ควรนั่งอยู่ด้านหลังเด็ก ให้ศรีษะเด็กหนุนตักผู้ใหญ่ และใบหน้าของเด็กหันไปทางเดียวกับผู้ใหญ่ จะทำให้เด็กเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใช้นิ้วมือด้านที่ไม่ได้จับแปรงช่วยแหวกกระพุ้งแก้มเบาๆ ทำให้เห็นฟันบริเวณข้างแก้มได้ 
การช่วยเด็กเล็กแปรงฟัน  สอนให้ลูกรู้วิธีแปรงฟัน
   เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุประมาณ 1 ปีครึ่ง จะมีฟันกรามน้ำนมขึ้นมาในช่องปาก ผู้ใหญ่ควรทำความสะอาดฟันโดยใช้แปรง   สีฟันแปรงฟันให้เด็กเล็ก  รวมทั้งสอนให้ลูกวีธีแปรงฟันและให้เด็กลองหัดแปรงฟันด้วยตนเองบ้าง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีอายุไม่เกิน 8 ปี ผู้ใหญ่ยังจำเป็นต้องแปรงฟันให้  เพราะเด็กยังมีพัฒนาการในการใช้มือไม่ดีพอ  
การพาเด็กไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก
   ผู้ใหญ่ไม่ควรรอให้เด็กมีฟันผุ  หรือมีอาการปวดฟันก่อนแล้วจึงจะพาไปพบทันตแพทย์  การพาเด็กไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก  ควรพาไปแล้วทำให้เด็กสนุนสนาน  เพราะจะทำให้เด็กมีความไว้วางใจ  และมีทัศนคติที่ดีต่อการทำฟันในโอกาสต่อไป 
การให้ฟลูออไรด์ในเด็ก 
   ฟลูออไรด์มีประโยชน์ช่วยให้ฟันแข็งแรง  ผู้ใหญ่ที่จะให้ฟลูออไรด์แก่เด็กควรรู้ถึงวิธีการใช้  วิธีการรับประทานฟลูออไรด์เสริมเพื่อป้องกันฟันผุ ทั้งต่อฟันที่ขึ้นมาในช่องปากและฟันที่ยังไม่ขึ้น ในกรณีที่เด็กกินยาเม็ดไม่ได้  ก็ให้ยาฟลูออไรด์ชนิดน้ำหยดเข้าปากโดยตรงหรือผสมน้ำ  หรือถ้าเป็นยาเม็ดอาจใช้บดแล้วละลายน้ำให้เด็กรับประทาน 
ปัญหาในการแปรงฟันเด็กเล็ก   คุณแม่หลายคนที่มีลูกเล็กๆ จะประสบปัญหาการแปรงฟันให้ลูก  เพราะเด็กจะไม่ยอมแปรงฟันจะดิ้นตลอดคุณแม่อย่าเพิ่งหมดกำลังใจที่จะแปรงฟันให้ลูกมิฉะนั้นคุณแม่เองอาจพบว่าลูกมีฟันผุเกือบทุกซี่ คุณแม่ต้องทำใจแข็งไว้ ถึงแม้ลูกจะดิ้น ร้องไห้  
การดูแลฟันเด็กอายุ  6 - 7  ปี
   คำแนะนำในการดูแลฟันเด็กอายุ  6 - 7  ปี  โดยเด็กในวัยนี้ควรแปรงฟันให้สะอาด ทั้งนี้เด็กอายุ  6-7 ปี  สามารถแปรงฟันด้วยตนเอง  ผู้ใหญ่ควรสนับสนุนให้เด็กแปรงฟันเอง  โดยผู้ใหญ่เป็นผู้ตรวจความสะอาดจากการแปรงฟัน  
เด็กเล็กที่เริ่มมีฟันผุ    จะทำอย่างไรกับฟันผุในเด็กเล็ก  อายุระหว่าง  1 - 3  ปี  ฟันที่เริ่มผุในเด็กเล็ก  อาจจะเห็นเป็นโพรงหรือรูยังไม่ชัดเจน  หรืออาจมีขนาดใหญ่จนมีเศษอาหารติด  การนำเด็กไปอุดฟันกับทันตแพทย์  เด็กเล็กอาจไม่ให้ความร่วมมือกับทันตแพทย์  ดังนั้นผู้ใหญ่ควรช่วยเด็ก โดยการหมั่นดูแลทำความสะอาดฟันด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดฟันและเหงือก หลังจากดื่มนมหรือรับประทานอาหารทุกครั้ง และควรใช้แปรงสีฟันเล็กๆ แปรงฟันให้กับเด็ก  

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ดนตรีมีอิทธิพลต่อสมองลูกจริงหรอ?



    ใครๆก็บอกกันว่า ถ้าลูกได้ฟังดนตรีตั้งแต่เด็กๆ ลูกน้อยจะมีพัฒนาการที่ดี และมีสมาธิในการเรียนมาก และยังส่งผลต่อ ไอคิว อีคิว อีกด้วยค่ะ!
ดนตรี ไม่ใช่แค่เพียงทำให้รู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีเท่านั้น แต่ดนตรียังสามารถสร้าง สมาธิ 
ให้ลูก และ พัฒนาสมอง ได้ด้วย

เพลง

       ตอนนี้เรื่อง ดนตรีบำบัด (Music Therapy) กำลังถูกพูดถึงอยู่ในหลายๆ แวดวง เพราะเป็นศาสตร์ที่มีคุณค่า สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย จะใช้รักษาคนไข้จิตเวช คนไข้ที่ทำกายภาพบำบัด หรือแม้แต่คนจะคลอดลูก ดนตรีบำบัดก็สามารถช่วยคลายความเจ็บปวดลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
        สำหรับคนไม่ป่วย แต่มีพฤติกรรมย่ำแย่ ไม่มีความสุขในชีวิต ก็สามารถใช้ดนตรีบำบัดช่วยได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ยิ่งยุคสมัยนี้ที่สื่อและสังคมกำลังกระหน่ำให้เด็กต้องสุ่มเสี่ยงต่อภาวะการ ขาดสมาธิ หรือสมาธิสั้น ก้าวร้าว บางคนก็ซึมเศร้า ลองบำบัดเขาด้วยดนตรี...แล้วจะสัมผัสได้ถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เนื่องจากศาสตร์แขนงนี้เกิดขึ้นก็เพื่อต้องการใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการ ปรับเปลี่ยน พัฒนา และคงรักษาไว้ซึ่งสุขภาวะของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม

เพลง2

- แต่สำหรับการลดอาการก้าวร้าว นอกจากฟังแล้วควรให้เด็กได้เล่นดนตรี เช่น ตีกลอง หรือเคาะจังหวะไปด้วยจะช่วยได้มากขึ้นค่ะ
- ดนตรีจึงเปรียบเสมือนวิตามินที่ทุกๆ ครอบครัวควรมีติดบ้านไว้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องให้ลูกหรือคนในบ้านมีอาการซะก่อนแล้วค่อยไปซื้อหา เพราะขนาดวงการแพทย์สมัยใหม่ยังบอกว่า มนุษย์เราสามารถรับรู้เสียงดนตรีได้

เพลง3

- ตั้งแต่นอนหลับอยู่ในท้องแม่เป็นเดือน ที่ 6 นั่นแล้วค่ะ การเปิดเพลงฟังบ่อยๆ จึงนับเป็นเรื่องที่ดีทั้งกับพ่อแม่และลูก
- "ถ้าคนเราได้ฟังดนตรีตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องถึงขนาดตั้งใจนะ แค่ให้มีดนตรีเป็นแบ็คกราวนด์เท่านั้น ก็จะช่วยให้ความก้าวร้าวหรืออาการสมาธิสั้นลดลง"
- ดนตรี จึงเป็นศาสตร์สารพัดประโยชน์ที่ใช้ได้ทั้งกับคนไข้และบุคคลทั่วไป แถมยังไม่แยกเพศและวัยอีกต่างหาก ว่าแล้วชักชวนลูกๆ มาเปิดเพลงฟังกันดีกว่าค่ะ

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดไม่ลับ กับ ปัญหาหน้าท้องลายหลังคลอด

        เคล็ดไม่ลับ กับ ปัญหาหน้าท้องลายหลังคลอด


    ความสุขจากการรอคอยที่จะได้เห็นหน้าลูก ทำให้แม่ตั้งครรภ์ลืมความกังวลใจเกี่ยวกับตัวเองไปได้ชั่วขณะ แต่หลังจากนั้น พอมีโอกาสไปยืนหน้ากระจก หน้าท้องสวยๆที่แสนภูมิใจ ตอนนี้กลับมีสารพันปัญหาทั้ง หน้าท้องหย่อน หน้าท้องย้อย หน้าท้องลาย
     แต่เรื่องราวของหน้าท้องตอนคุณแม่ท้อง ไม่ได้เลวร้ายเป็นอย่างนี้ทุกคนหรอกค่ะ ถ้าเราดูแลตัวเองดี ปฏิบัติตัวดีเรื่องราวของหน้าท้องก็สามารถจบลงแบบสวยๆ ได้ไม่ยาก
     ปกติแล้วหน้าท้องของคุณแม่จะเริ่มโตออกมาให้เห็นเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3 เดือน ก่อนหน้านั้นมดลูกก็โตขึ้นทุกวัน แต่ยังไม่โผล่พ้นกระดูกเชิงกรานออกมา ดังนั้นถ้าในสามเดือนแรกหน้าท้องของคุณแม่โตก็แสดงว่าที่โผล่ออกมาไม่ใช่มดลูกหรือลูกในท้อง แต่เป็นไขมันหน้าท้องของคุณแม่เอง เป็นอย่างนี้กันเยอะ พอรู้ว่าท้องก็ตั้งหน้าตั้งตากินกันไม่มียั้ง ที่จริงแล้วในช่วงแรกๆ ลูกต้องการอาหารจากแม่น้อยมากน่ะค่ะ
     


     ปกติแล้วผู้หญิงแต่ละคนมีโครงสร้างแตกต่างกัน คนสะโพกใหญ่ มดลูกก็จะจมอยู่ในเชิงกรานมากกว่า จะขยายออกไปทางหน้าท้องน้อยกว่า อีกทั้งถ้าตัวสูงใหญ่ด้วย มดลูกก็จะขยายขึ้นไปด้านบนได้มากกว่า หน้าท้องจะถูกยืดขยายไปไม่มาก ส่วนคนสะโพกเล็ก ตัวเล็ก มดลูกจะลอยขึ้นไปเร็ว อีกทั้งโครงสร้างที่เล็กทำให้มดลูกต้องขยายหน้าท้องออกไปทางด้านหน้าเยอะกว่าด้วย ทำให้มีปัญหาหน้าท้องยืดขยายมากกว่าคนตัวใหญ่ ยิ่งถ้าลูกตัวใหญ่ด้วย หนังท้องก็จะยิ่งถูกยืดมากไปกันใหญ่ วันนี้แอดมินเลยนำวิธีดูแลหน้าท้องลายมาฝากค่ะ


ท้องลาย เรื่องใหญ่ของหน้าท้อง 
90 เปอร์เซ็นต์ของคุณแม่จะท้องลาย เรื่องท้องลายก็เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เราก็มีวิธีดูแลตัวเองให้ท้องลายน้อยลง ปกติท้องจะเริ่มลายเมื่ออายุครรภ์ได้ประมาณ 28 สัปดาห์ โดยจะลายมากขึ้นไปเรื่อยๆแล้วก็หยุดตอนประมาณ 32 สัปดาห์ หลัง 32 สัปดาห์ ถ้าหายและไม่ลายก็จะไม่ลายอีก หากลายไปแล้วก็จะไม่ค่อยลายมากขึ้น ดังนั้นช่วงนี้แหละที่ต้องสนใจดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ควรดูแลอาหารการกินให้น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ ถ้าน้ำหนักขึ้นเยอะ หน้าท้องจะขยายตัวมากตามไปด้วย ท้องก็จะลายง่าย


     พยายาม หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน  เพราะจะทำให้ผิวแห้งมาก ยิ่งทาแป้งก็ยิ่งทำให้ผิวแห้งไปกันใหญ่ ให้ทาครีมบำรุงผิวเป็นดีที่สุด ผิวที่นุ่มชุ่มชื้นย่อมยืดหยุ่นได้ดีกว่าผิวแห้งๆ หลังอาบน้ำก่อนนอนก็ให้คุณสามีนี่แหละช่วยทาครีมที่หน้าท้องให้ เรื่องท้องลายนี้ก็ต้องยึดหลักกันไว้ดีกว่าแก้ เพราะหากปล่อยให้ท้องลายไปแล้ว ไม่ว่าจะทำศัลยกรรมตกแต่งยังไงมันก็ยังลายไม่หายอยู่ดี

   3 เดือนหลังคลอด โอกาสทองของความงาม

      ในช่วงหลังคลอดน้ำหนักจะลด หุ่นจะลดชัดเจนในสามเดือนแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่ค่อยลดแล้ว พอคลอดเสร็จปั๊บก็เริ่มลดน้ำหนักกันได้เลย อันดับแรกคุณแม่ต้องพยายามเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ได้ กินนมแม่อย่างเดียวนี่แหละ เพราะในระหว่างการตั้งครรภ์ อาหารส่วนเกินจะไปสะสมที่ไขมันหน้าท้อง ไขมันต้นขาของคุณแม่เยอะ ตอนให้นมลูกร่างกายจะใช้ไขมันที่สะสมเหล่านี้ไปสร้างน้ำนมด้วย ดังนั้นยิ่งลูกกินนมแม่ไปเท่าไหร่ ก็มีผลพลอยได้ทำให้ไขมันของแม่ลดลงไปด้วยเท่านั้น

    เรื่องอาหารการกินสำคัญ จริงๆแล้วน้ำนมจะเยอะหรือน้อยไม่ได้ขึ้นกับอาหารการ กินสักเท่าไหร่ กินตั้งเยอะแต่น้ำนมไม่ไหลเลยก็มี น้ำนมเยอะขึ้นอยู่กับการที่ลูกได้ดูดนมอย่างสม่ำเสมอมากกว่า หลังคลอดมีไขมันสะสมตกค้างอยู่ที่หน้าท้องเยอะอยู่แล้ว ยิ่งกินมากยิ่งไปสะสมเพิ่มขึ้น เลยยิ่งอ้วนไปกันใหญ่

     หลักสำคัญของการกินอาหารในช่วงหลังคลอดก็แค่ "กินดี แต่ไม่ต้องกินเยอะ" เลือกกินอาหารประเภท โปรตีน ผักสดผลไม้ นมสดพร่องมันเนย และหลีกเลี่ยงอาหารประเภท แป้ง ไขมัน และน้ำตาล กินข้าวน้อยหน่อย กินกับข้าวเยอะหน่อย ไม่กินขนม ของหวาน ของมันๆทั้งหลาย แค่นี้ก็ช่วยได้พอสมควร

    อันสุดท้ายคือ ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากให้ลูกกินนมแม่ดี คุมอาหารดีด้วย น้ำหนักลดลงเท่าตอนที่ยังไม่ท้อง แต่หน้าท้องมันยังไม่สวยเหมือนเดิมอยู่ดี เพราะหนังหน้าท้องมันจะหย่อน แบบนี้เขาเรียกว่า "ผอมแบบสีเทา" ผอมแต่พุงจะโป่งห้อยอยู่ข้างล่าง ถ้าจะให้สวยก็ต้องออกกำลังกายโดยการซิตอัพทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 ครั้งค่ะ

     ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็เกร็งหน้าท้องเอาเข่ายกขึ้นมาชนหัวเกร็งไว้สักแป๊บหนึ่ง ทำประมาณ 10 ครั้ง พอตอนเที่ยงและตอนเย็นก็ทำอีกรอบละ 10 ที ถ้าขยันหน่อยก่อนนอนก็อีกสักรอบ เท่ากับวันหนึ่งคุณแม่จะบริหารหน้าท้องได้เยอะพอสมควร ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ถูกมดลูกขยายดันออกมาจนหย่อนจะค่อยๆตึงตัวแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ หน้าท้องก็จะแบนราบลงเรื่อยๆจนแบนแต๊ดแต๋ แบบนี้เขาเรียกว่า "ผอมแบบสิเรียม" และสิ่งสำคัญที่สุดของการออกกำลังกายก็คือ ความตั้งใจตัวเดียวนั่นเองล่ะค่ะ ส่วนมากที่เห็นห้อยๆกันอยู่ทุกวันนี้เพราะทำแค่วันสองวันก็ขี้เกียจทำแล้ว ไปหาสเตย์มาใส่ดีกว่า ค่ะ

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ดีต่อเด็กอย่างไร?



 ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ดีต่อเด็กอย่างไร?.....

              อาจจะหาเวลาว่างยาก  สำหรบสมัยนี้ที่จะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันได้ พ่อ-แม่-ลูก แต่อย่างไรก็ตาม การอยู่พร้อมหน้ากัน  ในวันสำคัญ หรือ ทุกวันได้ยิ่งดี จะดีต่อตัวลูกน้อยของคุณมากในด้านของ ไอคิว และ อีคิว ด้วยค่ะ ทักษะต่างๆและทางดานอารมย์ เค้าจะรู้สึกเหมือนไม่ขาดความอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ค่ะ!!

3คน
          ทุกวันนี้เรามักได้ยินผู้ใหญ่บ่นกันหนาหูมากขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก บ้างก็ตำหนิว่าเด็กยุคนี้เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจสังคมรอบข้าง ไม่ช่วยเหลืองานบ้าน ทักษะชีวิตแย่ เล่นแต่เกม เมื่อหันมามองในด้านของพ่อแม่กันบ้าง ปฏิเสธไม่ได้ว่า พ่อแม่ก็ได้รับเสียงตำหนิด้วยเช่นกัน จากการสร้างปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การทอดทิ้งลูก ทารุณกรรม มีชู้ เสพยาเสพติด ติดการพนัน และ อื่นๆ
บางที ปัญหาดังที่กล่าวข้างต้นอาจเกิดจากสิ่งเล็ก ๆ อย่างการขาดความใกล้ชิดสนิทสนมกันระหว่างพ่อแม่ลูกก็เป็นได้ วันนี้เราจึงรวบรวมข้อดีของการอยู่ใกล้ชิดกันในครอบครัวมาฝากท่านผู้อ่าน เผื่อว่าในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้จะได้ลองหากิจกรรมดี ๆ ทำร่วมกัน และใช้เวลาสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูกค่ะ ซึ่งประโยชน์ทั้ง 5 ข้อจะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ
ประโยชน์ข้อที่ 1 เพื่อความสำเร็จของลูกพ่อแม่ทุกคนต่างต้องการเห็นลูกประสบความสำเร็จในชีวิต ได้ทำงานที่รัก และมีความสุขความพึงพอใจในชีวิตความเป็นอยู่ การให้ความใกล้ชิดกับลูกช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกไปถึง "ความสำเร็จ" นั้นได้มากกว่าเด็กที่พ่อแม่ห่างเหิน อีกทั้งยังมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าการที่พ่อแม่มีความใกล้ชิดผูกพันกับลูกสามารถช่วยให้ลูกรู้จักใช้จ่ายเงินเมื่อโตขึ้นอีกด้วย
ประโยชน์ข้อที่ 2 ใกล้ชิดกับลูกช่วยลดปัญหาเด็กที่พ่อแม่ดูแลใกล้ชิด มีความสนิทสนม ไว้วางใจ สามารถปรึกษาปัญหากับพ่อแม่ได้ตลอดเวลานั้น มักมีปัญหาในชีวิตน้อยกว่าเด็กที่พ่อแม่ทอดทิ้ง หรือไม่ใส่ใจ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว ติดยาเสพติด หรือปฏิเสธสังคมได้อีกด้วย
ประโยชน์ข้อที่ 3 ใกล้ชิดกับลูกช่วยฝึกกระบวนการคิดการพูดคุยกับลูกเป็นการฝึกกระบวนการคิดของเด็กได้ดีวิธีหนึ่ง ซึ่งใคร ๆ ทำก็คงไม่เหมือนพ่อแม่ทำ แต่ก็มีพ่อแม่บางส่วนไม่อยากชวนลูกคุย เพราะไม่ต้องการตอบคำถามของลูก เกรงว่าจะมีคำถามที่ตนเองตอบไม่ได้ เช่น คำถามเกี่ยวกับการเรียน แต่จริง ๆ แล้ว หากพ่อแม่ละทิ้งความกังวลในจุดนั้นเสีย กิจกรรมการพูดคุยกันระหว่างพ่อแม่ลูกก็จะมีประโยชน์กับเด็กมากกว่าค่ะ ยกตัวอย่างหัวข้อที่สามารถชวนลูกคุยได้เช่น การหยิบข่าวที่มีเด็กถูกลักพาตัวมาพูดคุยกับลูก รวมถึงตั้งคำถามว่าหากมีคนมาคุยกับลูก ชักชวนไปเล่นเกม กินขนม ลูกจะทำอย่างไร ฯลฯ ก็ได้เช่นกัน
ประโยชน์ข้อที่ 4 ส่งต่อทักษะชีวิตจากพ่อแม่ไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการให้ลูกผิดพลาดซ้ำรอยตนเอง การถ่ายทอดประสบการณ์ บทเรียนที่พ่อแม่พบเจอมาผ่านการพูดคุยก็อาจสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก ๆ ได้ หรืออย่างน้อย หากลูกเจอเหตุการณ์เหมือนเช่นที่พ่อแม่เคยประสบมา พวกเขาอาจฉุกคิด และสามารถเอาตัวรอดได้
ประโยชน์ข้อที่ 5 เป็นตัวอย่างให้ลูกเมื่อเขาต้องเป็นพ่อแม่ในอนาคตการที่ลูกได้รับความอบอุ่น และความใกล้ชิดจากพ่อแม่เป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้จะฝังลงไปในส่วนลึกของจิตใจ และเมื่อเขาเป็นพ่อแม่ ก็มีแนวโน้มว่าเขาจะหยิบตัวอย่างดี ๆ ที่พ่อแม่เคยทำกับเขามาใช้เช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่คุณทำวันนี้ไม่เพียงแต่มีผลต่อลูก ๆ เท่านั้น มันอาจส่งผลยาวไปถึงรุ่นหลานของคุณเลยก็ว่าได้ค่ะ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเห็นคุณค่าในทุกวินาทีที่ยังมีชีวิตอยู่น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวตระหนักร่วมกัน เพราะสุดท้ายแล้ว มนุษย์ทุกคนต้องจากกันในวันใดวันหนึ่ง หากเราใช้ชีวิตในทุกวันที่ทุกคนยังอยู่กันพร้อมหน้าให้เต็มที่ ทำดีต่อกันให้ถึงที่สุด อย่างน้อย เมื่อถึงวันที่ต้องลาจาก ภาพทุกภาพในความทรงจำของครอบครัวก็จะยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้ระลึกถึงนั่นเองค่ะ

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ห้ามพลาดเด็ดขาด ถ้าคุณเป็นคุณแม่มือใหม่



ถ้าคุณเป็นคุณแม่มือใหม่ เคยทำสิ่งเหล่านี้

พลาดมาก่อน!!

     ห้ามพลาดเด็ดขาดสำหรับคุณแม่มีใหม่ที่เพิ่งหัดเลี้ยงลูกน้อย 

นี่อาจเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะช่วยในการเลี้ยงลูกให้ง่าย

ขึ้น กว่าเดิมค่ะ...

     เนื้อหาวันนี้มีสารพัดวิธีที่ คุณแม่มือใหม่ จะต้องเรียนรู้ไว้เพื่อหัด

รับมือในการเลี้ยงลูกน้อย ซึ่งวิธีต่างๆ จะให้คุณพ่อมาร่วมมือด้วยก็ได้

น่ะค่ะ เพื่อ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดีค่ะ
คุณแม่มือใหม่
1. ตื่นตูมกับทุกสิ่งทุกอย่างจนเกินไป
ในช่วงขวบปีแรกของลูกน้อย จะเป็นช่วงที่คุณแม่ใกล้จะสติแตกมากที่สุด จนหลายคนก็เผลอตื่นตูมกับทุกพฤติกรรมของลูกเกินไป อย่างเช่น ตื่นตกใจเมื่อลูกสำรอกนม หรือร้องไห้กระจองอแงบ่อย ๆ ซึ่งความตื่นตระหนกของคุณแม่อย่างนี้ ก็จะกระตุ้นให้ลูกน้อยเกิดความกังวลไปด้วยได้ กุมารแพทย์ก็ได้ชี้แจงว่า ร่างกายของเด็กแรกเกิด จะมีกระบวนการยืดหยุ่น และปรับสภาพร่างกายตัวเองได้อยู่แล้ว ดังนั้นหากคุณแม่มั่นใจว่าให้นมลูกในปริมาณที่เหมาะสม และลูกน้อยเองก็ไม่ได้มีอาการผิดปกติเกินไป ปัญหาเด็กสำรอกนม หรือร้องไห้บ่อย ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากนัก
2. คิดว่าการที่ลูกร้องไห้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข
พ่อแม่หลายคนจะตกใจมากหากเห็นลูกน้อยร้องไห้ เพราะเข้าใจว่า เมื่อไรที่เด็กร้องไห้ออกมา ก็แสดงว่าเด็กรู้สึกแย่หรือป่วย ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว เด็กกับการร้องไห้เหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เด็ก ๆ ร้องไห้ก็เพราะเขายังเป็นเด็ก และไม่รู้วิธีจะเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่อย่างไรเท่านั้นเอง แต่หากว่าลูกน้อยร้องไห้เสียงดัง ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ปลอบเท่าไรก็ไม่ยอมหยุดร้อง กรณีนี้ควรพาเขาไปหากุมารแพทย์โดยด่วนนะจ๊ะ
3. ปลุกลูกมาดื่มนม
อาจเป็นความเข้าใจผิดที่คิดว่า นมแม่จะไม่อยู่ท้อง และไม่สามารถทำให้ลูกรักเต็มอิ่มได้ตลอดทั้งคืน ด้วยเหตุนี้คุณแม่หลายท่านจึงมักจะปลุกลูกน้อยตอนกลางดึก เพื่อให้เขาตื่นมาดื่มนมแม่อีกครั้ง ก่อนจะกล่อมให้เขาหลับต่ออีกหน ซึ่งต้องบอกตรงนี้เลยว่า การปลุกลูกน้อยให้ตื่นขึ้นมาดื่มนมกลางดึกแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก เพราะในยามกลางคืนเด็กเองก็ไม่ได้มีความต้องการดื่มนมแม่เท่าไร แต่เขาต้องการพักผ่อนอย่างเต็มที่ตลอดทั้งคืนต่างหาก

แม่3
4. สับสนระหว่างการแหวะและอาเจียน
คุณแม่หลายคนมักจะสับสนระหว่างพฤติกรรมที่ลูกแหวะของที่กินออกมา และอาการอาเจียน โดยแยกไม่ออกว่า ลูกแหวะหรือว่าอาเจียนจริง ๆ กันแน่ และมักจะบรรเทาอาการของลูกแบบผิด ๆ หรือเข้าข่ายตื่นตกใจเกินเหตุ แต่ทั้งนี้กุมารแพทย์ก็แนะนำว่า หากลูกแหวะหรือสำรอกนมทุก ๆ 30-45 นาทีติดต่อกัน อันนับเป็นอาการอาเจียน ก็อาจเป็นไปได้ว่า ระบบทางเดินอาหารของลูกมีปัญหา แต่หากลูกน้อยเพียงแค่แหวะออกมาเป็นครั้งคราว ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ไม่น่ากังวลแต่อย่างใด
5. ละเลยอุณภูมิในตัวลูกน้อย
หากอุณภูมิของลูกน้อยสูงเกินกว่า 37 องศาเซลเซียส ก็นับว่าเป็นระยะอันตรายกับตัวเด็กแล้ว แต่คุณแม่มือใหม่หลายคนมักจะเข้าใจผิดไปว่า เด็กเพียงตัวอุ่น ๆ จากการที่เราห่มผ้า หรือสวมเสื้อผ้าหนา ๆ ให้เขาเท่านั้น ซึ่งการละเลยเช่นนี้สามารถเปิดโอกาสให้ลูกรักป่วยได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว ดังนั้นหากรู้สึกได้ว่าลูกตัวอุ่น ๆ ติดต่อกัน 24 ชั่วโมง แถมยังมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องรีบนำเขาไปพบแพทย์ด่วนเลยนะคะ
6. ติดตั้งคาร์ซีทไม่ถูกต้อง
ต้องยอมรับว่าสมัยนี้เราใช้ชีวิตกันได้ง่ายดายขึ้นมาก ถึงขนาดที่ซื้ออุปกรณ์อะไรมาก็สามารถติดตั้งด้วยตัวเองง่าย ๆ ตามคู่มือการใช้งานได้เลย แต่สำหรับคาร์ซีทของลูกน้อยควรจะต้องเป็นกรณียกเว้น เนื่องจากหากคุณสุ่มสี่สุ่มห้าติดตั้งคาร์ซีทแบบผิด ๆ ไป อาจก่อให้เกิดอันตรายกับลูกรักในขณะที่เขาโดยสารรถยนต์ของคุณพ่อคุณแม่ได้ ฉะนั้นก็ควรยกหน้าที่นี้ให้ช่างผู้ชำนาญการเป็นคนติดตั้งคาร์ซีทให้จะดีกว่า
7. ไม่ใส่ใจสุขภาพช่องปากของลูกรัก
ผู้ใหญ่หลายคนมักจะเข้าใจว่า เด็ก ๆ ไม่น่าจะมีปัญหาสุขภาพช่องปาก เนื่องจากเขาไม่ค่อยได้รับประทานอาหารเท่าไรนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว กุมารแพทย์ก็แนะนำให้คุณแม่ใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากของลูกรักตั้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากไม่ปล่อยให้เขานอนหลับคาขวดนม ในกรณีที่ลูกน้อยมีฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นแล้ว และพยายามให้เขาได้บ้วนปากด้วยฟลูโอไรด์ด้วย โดยอาจจะปรึกษาทันตแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กเล็กก็ได้ นอกจากนี้ก็ควรใช้ผ้ากอซชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดเหงือกให้ลูกรักทุกครั้งหลังเขารับประทานอาหาร หรือดื่มนมด้วย

แม่
8. หลงลืมความสัมพันธ์ฉันท์สามี ภรรยา
คู่แต่งงานหลายคู่เริ่มมีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกัน หลังจากที่ให้กำเนิดลูกน้อยออกมา โดยนักจิตวิทยาได้ชี้แจงว่า ต้นเหตุของปัญหาอาจเกิดจากการที่คุณแม่มือใหม่ต้องทุ่มเทเวลาเลี้ยงดูลูกน้อยแบบแทบจะถวายชีวิต อุทิศเวลาทั้งหมดของตัวเองให้ดวงใจแสนรัก ก็เลยลืมดูแลความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาไปบ้าง จนหนักเข้าก็กลายเป็นสร้างระยะห่างระหว่างกันโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยกับการเลี้ยงดูลูกน้อย ก็อย่าลืมแบ่งเวลาไปกุ๊กกิ๊กกับสามีบ้างนะจ๊ะ
9. แสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อหน้าลูก
เด็กอายุ 3 เดือนก็เริ่มรับรู้ และมีความรู้สึกแล้ว ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อหน้าลูกน้อยอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเสียง หรือตะคอกใส่กัน รวมทั้งการทะเลาะตบตีกันด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะสร้างความเครียด และความกดดันให้ลูกน้อยโดยที่คุณไม่ทันได้รู้สึกตัว และอาจะเป็นสาเหตุให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงเมื่อเขาโตขึ้น
10. หลงเชื่อวิธีการเลี้ยงลูกจากแหล่งที่เชื่อถือไม่ได้
ผลสำรวจเผยว่า คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะพลาดไปหลงเชื่อข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกน้อยจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ ซึ่งก็แน่นอนว่า ต้องส่งผลเสียมากกว่าผลดีกับลูกรักของเราอยู่แล้ว ฉะนั้นต่อไปนี้ควรรับคำแนะนำในการเลี้ยงดูลูกน้อยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือจากประสบการณ์ตรงของคุณแม่มือโปรที่ผ่านการเลี้ยงดูเด็กเล็กมาก่อน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลทางการแพทย์ และการฉีดวัคซีน ซึ่งควรต้องได้รับคำแนะนำจากกุมารแพทย์โดยตรง

        ลูกน้อยของเรากว่าจะโต กว่าจะเติบใหญ่ อาจต้องใช้เวลา

นานมาก แต่ ถ้ามีเคล็ดลับในการดูแล แบบที่วันนี้ แอดมินเอามา

ให้แล้วล่ะก็ การเลี้ยงลูกน้อยของคุณจะง่ายเหมือนปลอกกล้วย

เลยหละค่ะ

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Mindset คืออะไรและสำคัญกับลูกคุณอย่างไรไปดูกันค่ะ



การพัฒนา Mindset คืออะไรและสำคัญกับลูกคุณอย่างไรไปดูกันค่ะ


 การดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของพัฒนาการลูกนั้นสำคัญอย่างไร
     ทำไมต้องมี การพัฒนา Mindset  ขึ้นมาด้วย..และมีประโยชน์อย่างไร ?เพื่อเป็นแนวคิดที่ เราจะสามารถนำไปใช้ในการสร้างเสริมพัฒนาการให้แก่ลูกน้อยของคุณ ด้วยตนเองได้ค่ะ 
    การพัฒนา Mindset 
Mindset หรือ “กรอบความคิด” ในบางตำราอาจใช้คำว่า โปรแกรมความคิด หรือกระบวนการทางความคิด
สิ่งสำคัญคือ Mindset นั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่าคำว่า “ความเชื่อ belief” ทั่วๆ ไป เพราะ Mindset คือ “ความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรม”
แนวคิดทา
 Mindset  เป็นความเชื่อที่ฝังอยู่ในวิญญาณของมนุษย์ และไม่ได้แสดงออกชัดเจน เหมือนความเชื่อภายนอก เป็นศูนย์กลางการประมวลความคิดทั้งหมดที่ไหลเข้ามาจากปัจจัยภายนอก และส่งผลไปตามกลไกภายใน เหมือนกับโรงงานที่รับวัตถุดิบเข้าไปและให้ผลผลิดต่างกัน ขึ้นอยู่กับเครื่องจักรที่อยู่ในโรงงาน
#Mindsetคือ ความเชื่อ หรือความคิดที่ส่งผลถึงพฤติกรรม และทัศนคติ ประสบการณ์ต่างๆ ที่เราได้รับ (Input) จะส่งผลต่อกรอบความคิด (Mindset) และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนามุมมองต่างๆ ของตัวเรา (Perspective)
Mindset จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาศักยภาพของคนเราทุกคน ในทุกเพศทุกวัย เพราะ Mindset เป็นตัวขับเคลื่อนในทุกแง่มุมของชีวิต ทั้งจากงานไปสู่กีฬา จากความสัมพันธ์ไปสู่ครอบครัว จนการเป็นพ่อแม่ รวมทั้งการศึกษา

กระบวนการ
ทุกคนจึงสามารถที่จะใช้ Mindset ในการบรรลุผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะหรือมีพรสวรรค์ ทั้งในด้าน ดนตรี วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ กีฬา หรือแม้แต่ในทางธุรกิจ
และสิ่งสำคัญ คือ เราสามารถเปลี่ยนกรอบความคิดในช่วงไหนของชีวิตก็ได้ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ และได้รับความพึงพอใจอย่างแท้จริง
ในปัจจุบัน โรงเรียนชั้นนำในต่างประเทศ เช่น โรงเรียน Wroxham School ในประเทศอังกฤษ และอีกจำนวนมากในสหรัฐอเมริกา ได้นำเอาเรื่อง Mindset มาปรับใช้ในการพัฒนาโรงเรียนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
  ในขณะนี้ มีการนำเอา Mindset ไปใช้ในการค้นพบ และ สร้างเสริม สร้างสรรค์ พรสวรรค์ ให้แก่ลูกน้อยของคุณได้แล้วค่ะ ซึ่งประสบความสำเร็จมากในยุคนี้ เพราะ  Mindset จะช่วยให้คุณค้นพบ ความเก่ง ความฉลาดของลูกได้ง่ายขึ้นมากค่ะ อีกทั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต้องไปใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจากทางคอสต่างๆที่ราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น Mindset นี่แหละค่ะ ที่จะตอบโจทย์ความต้องการและ ยุคเศรษฐกินแบบนี้ได้ค่ะ เราสามารถช่วยประหยัดในส่วนนี้ลงมาได้ค่ะ  

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ภาวะอารมณ์ของคุณแม่หลังคลอด!!






เมื่อคุณแม่ได้คลอดลูกน้อยออกมาแล้ว….
   คุณแม่ อาจจะมีปัญหาด้าน สุขภาพ และ ภาวะด้านจิตใจ อารมณ์ อย่างมากโดยเฉพาะอารมณ์ที่เปลี่ยนไปอาจเป็นได้หลายสาเหตุ เช่น อากาศ ฮอร์โมน และ อาหารการกิน  รวมไปถึง จากสภาพแวดล้อมภายใน และ นอกครอบครัว ด้วยค่ะ
   ดังนั้นเรามี คำภาม-คำตอบ ดีๆจาก หลายๆข้อสงสัยมาฝากกันค่ะ จะเป็นอย่างไรบ้างไปอ่านเลยค่ะ !!
1. ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดส่งผลต่อร่างกายอย่างไรหรือทำให้เกิดอาการผิดปกติอะไรได้บ้าง
ตอบ  ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะจะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูงขึ้นและมีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้หญิงมีความสุข อารมณ์ดี และมีความรักแต่เป็นความรักแบบแม่ ไม่ใช่ความรักแบบชายหญิง โดยเมื่อมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนนี้อยู่ตลอดเวลาจึงทำให้ผู้หญิงไม่สนใจเรื่องความรักระหว่างสามีภรรยามากนัก จะสังเกตได้จากระหว่างที่ตั้งครรภ์ ผู้หญิงจะมีอารมณ์เพศลดลง นอกจากนี้ เมื่อคลอดลูกแล้วสมองจะมีการสร้างฮอร์โมนโปรแลกตินออกมาจากต่อมใต้สมองเพื่อกระตุ้นเต้านมให้ขยายและมีน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูก ซึ่งฮอร์โมนโปรแลกตินนี้ก็เป็นฮอร์โมนของความเป็นแม่ จะทำให้ผู้หญิงมีความรักลูก รักที่จะดูแลลูก และมีความสุขกับการดูแลลูก แต่กลับทำให้ผู้หญิงมีอารมณ์ทางเพศลดลงหรือหมดอารมณ์ทางเพศ ในขณะเดียวกันเมื่อคุณแม่ให้นมลูก ก็จะไม่มีการตกไข่ ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนก็น้อยลง ส่งผลให้ช่องคลอดแห้ง ผนังช่องคลอดบางลง การผลิตน้ำหล่อลื่นน้อยลง การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้จึงอาจทำให้ผู้หญิงเจ็บมากกว่าปกติ ทำให้ผู้หญิงจึงมักไม่มีความสุขที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้
     ทั้งนี้ ปัญหาฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงของคุณแม่หลังคลอดนี้ สามีและภรรยาควรมีการ      พูดคุยกันให้เกิดความเข้าใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสัมพันธภาพ         ตามมา        หากสามีมีความต้องการทางเพศแต่คุณแม่หลังคลอดมีปัญหาไม่มีความสุขกับการมี        เพศสัมพันธ์ อาจต้องปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจพิจารณาให้
     เจลหล่อลื่นเฉพาะที่ หรือให้คำแนะนำเพื่อให้สามีภรรยาสามารถมีเพศสัมพันธ์กันได้       โดยไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บในฝ่ายหญิง
2. ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดนี้อันตรายหรือไม่ มีผลกับการให้นมลูกหรือมีผลอะไรต่อลูกหรือไม่
ตอบ ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดนี้ไม่มีอันตราย จัดเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ โดยเมื่อคลอดลูกแล้ว ฮอร์โมนโปรแลกตินจะสูงขึ้นเพื่อให้คุณแม่มีน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูก ซึ่งจะทำให้เลี้ยงลูกได้ดี โดยปกติแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนถึง 6 เดือน
 3. ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดจะกลับมาเป็นปกติ
ตอบ ระยะเวลาขึ้นกับว่าฮอร์โมนตัวใดที่เปลี่ยนแปลง เช่น ในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนสูงมาก แต่พอหลังคลอดฮอร์โมนสองตัวนี้จะต่ำลงไปเลย เนื่องจากไม่มีไข่ตก ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์หลังคลอด ฮอร์โมนจึงกลับสู่สภาพปกติ
 4. คำว่า “baby blue” ที่ได้ยินบ่อยๆ คืออะไร มีสาเหตุจากอะไร อันตรายหรือไม่
ตอบ Baby blue คือภาวะซึมเศร้าหลังคลอดบุตร ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยในระหว่างที่ตั้งครรภ์ จะมีฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่าเอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนสูงมาก แต่พอคลอดลูก ฮอร์โมนสองตัวนี้จะต่ำลงไปทันที ในผู้หญิงบางคนที่มีความไวต่อความรู้สึกหรือมีประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาไม่ค่อยดีนักจึงเกิดอาการได้ง่าย โดยจะมีอาการทางจิตประสาทหลอนๆ ซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย หรือในบางรายอาจเป็นหนักถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรืออยากฆ่าตัวตาย ซึ่งอาการเหล่านี้คนรอบข้างจะสังเกตได้จากอาการซึม ไม่ร่าเริง สีหน้าเศร้าๆ เหงาๆ ทั้งนี้ อันตรายที่เกิดจากภาวะ baby blue ขึ้นอยู่กับว่าในระหว่างเวลาที่เกิดอาการซึมเศร้า คุณแม่ท่านนั้นมีการตอบสนองอย่างไร หากทำร้ายตัวเองหรือทำอะไรอย่างอื่นที่ไม่ดีก็จะทำให้เกิดอันตรายได้
 5.  อาการ baby blue จะเป็นอยู่นานแค่ไหน จะรับมือหรือแก้ไขอาการนี้ได้อย่างไร
ตอบ ระยะเวลาของอาการ baby blue ขึ้นกับคุณแม่แต่ละราย บางคนอาจเป็นแค่สัปดาห์เดียว แต่บางคนอาจเป็นถึงหนึ่งเดือน แต่โดยส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นไม่เกิน 6 สัปดาห์ โดยอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาหลังคลอด และหากมีการตกไข่เมื่อไร ก็จะเข้าสู่วงจรปกติ อาการก็จะหายขาด ทั้งนี้ ในช่วงที่คุณแม่หลังคลอดมีอาการbaby blue คนรอบข้างจะต้องคอยดูแลเอาอกเอาใจอย่างใกล้ชิด หาอาหารดีๆ ให้รับประทาน คอยปลุกเร้าอารมณ์ให้คุณแม่สดใส กระฉับกระเฉง พูดแต่ในทางบวก ซึ่งจะช่วยให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษา
 6. ถ้ามีอาการ baby blue ต้องทำการรักษาหรือไม่ จะส่งผลต่อลูกอย่างไร
ตอบ โดยทั่วไปอาการ baby blue ไม่มีผลต่อลูก เพียงแต่ถ้าคุณแม่มีอาการซึมเศร้าก็อาจจะทำให้เลี้ยงลูกได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาการ baby blue ส่วนใหญ่ไม่ต้องทำการรักษา อาศัยเพียงแต่กำลังใจและการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากคนรอบข้าง ซึ่งจะช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ในกรณีที่เป็นมากๆ อาจต้องพบจิตแพทย์เพื่อให้การดูแลเป็นการเฉพาะ โดยอาจต้องใช้ยาต้านซึมเศร้าหรือยานอนหลับ เพื่อให้กลับมาเป็นปกติได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 7. ผมร่วงมากหลังคลอดเกิดจากอะไร ผิดปกติหรือไม่
ตอบ อาการผมร่วงหลังคลอดไม่ใช่อาการผิดปกติ แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นนานที่สุดไม่เกิน 120 วัน เมื่อฮอร์โมนกลับสู่ระดับปกติ ก็จะมีผมขึ้นใหม่ดีเหมือนเดิ
 8. จะดูแลรักษาอาการผมร่วงหลังคลอดได้อย่างไรบ้าง
ตอบ แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กให้เพียงพอ เช่น ไข่แดง (สัปดาห์ละ 3 ฟอง) ผักที่มีสีเขียวเข้ม (เช่น ผักคะน้า ผักโขม) รวมถึงอาหารทะเลที่มีสังกะสีสูง เช่น หอยต่างๆ ก็จะช่วยเสริมสร้างเส้นผมได้ นอกจากนี้ ควรสระผมด้วยแชมพูอ่อนๆ ร่วมกับการนวดศีรษะเป็นระยะๆ ในขณะที่สระผม เพื่อให้มีเลือดมาเลี้ยงที่ศีรษะมากขึ้น ในรายที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ อาจมีการนอนศีรษะต่ำสักวันละ 10-15 นาที เพื่อให้เลือดลงมาเลี้ยงที่หนังศีรษะมากขึ้น
 9. มีผื่นแพ้หลังคลอด เกิดจากอะไร จะแก้ไขได้อย่างไร
ตอบ โดยปกติระยะหลังคลอดจะเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน จึงอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และเนื่องจากผิวหนังเป็นอวัยวะที่อยู่ภายนอก เมื่อสัมผัสโดนสิ่งต่างๆ จึงเกิดการระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ ด้วยระดับของฮอร์โมนที่น้อยลงซึ่งส่งผลให้ผิวหนังแห้ง ก็มีผลให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้นเช่นกัน 
   วิธีการแก้ไขก็คือ  หลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่ร้อนจัด เพราะน้ำร้อนจะไปชะล้างไขมัน ทำให้ผิวหนังแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ ควรทามอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำเพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 2 ลิตร หากเป็นไปได้อาจดื่มน้ำผลไม้ร่วมด้วย ซึ่งจะช่วยให้มีสารต้านอนุมูลอิสระและทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นได้
 11. หลังคลอดแล้วยังไม่มีประจำเดือนเป็นเรื่องปกติหรือไม่ ควรต้องแก้ไขอย่างไร
ตอบ โดยปกติแล้วหลังคลอด ถ้าไม่ให้นมบุตร ประจำเดือนมักจะมาภายในประมาณ 6 สัปดาห์ แต่ถ้าให้นมบุตรอยู่ ร่างกายจะมีกระบวนการยับยั้งไม่ให้มีการตกไข่ ซึ่งถือเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ต้องแก้ไขหรือกังวลใดๆ คุณแม่หลังคลอดควรรับประทานอาหารให้ถูกส่วน นอนหลับให้พอเพียง ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยให้ทุกอย่างเกิดการสมดุล การทำงานของรังไข่ก็จะกลับมาเป็นปกติ
 11. ผิวพรรณที่เปลี่ยนไป เช่น หน้าท้องมีสีดำคล้ำ เป็นผลจากฮอร์โมนหรือไม่ จะหายหรือไม่ ต้องรักษาอย่างไร
ตอบ ผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดเป็นผลมาจากฮอร์โมน คือในระหว่างที่ตั้งครรภ์จะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนออกมามากขึ้น ทำให้เม็ดสีที่เรียกว่าเมลานินทำงานได้ดี ผิวจะคล้ำขึ้น โดยเฉพาะเส้นที่อยู่กลางตัวจะดำและคล้ำมากขึ้น เมื่อฮอร์โมนกลับสู่ปกติ รอยดำคล้ำนี้จะหายจางไปได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น 
 12. รูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากคลอดแล้วเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนหรือไม่
ตอบ เมื่อผู้หญิงตั้งครรภ์รูปร่างก็จะเปลี่ยนไป โดยฮอร์โมนเอสโตรเจนจะทำให้มีไขมันมาพอกตามร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะที่แก้ม หน้าอก เต้านม หน้าท้อง สะโพก และต้นขา ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์มีรูปร่างอ้วน ต้นขาใหญ่ หน้าอกขยาย ขณะเดียวกันฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ออกมาในระหว่างตั้งครรภ์จะทำให้เกิดอาการบวมน้ำ เมื่อร่วมกับผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจน เลยยิ่งทำให้มีรูปร่างใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้น หลักการที่จะช่วยให้มีรูปร่างกลับมาสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุดคือ รับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลน้อยลง ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีการกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพื่อช่วยเสริมสร้างการผลิตกล้ามเนื้อมากขึ้น รับประทานอาหารที่มีโปรตีนมากขึ้นเพื่อเสริมสร้างการผลิตกล้ามเนื้อ ที่สำคัญคือออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อนำไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย แต่ทั้งนี้ไม่แนะนำให้รับประทานยาใดๆ เพราะอาจมีผลต่อน้ำนได้
 13. ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะยาวเมื่ออายุมากขึ้นหรือไม่ เช่น รูปร่างเปลี่ยนไป ผิวพรรณหย่อนคล้อย เป็นต้น
ตอบ จะสังเกตได้ว่าในผู้หญิงที่มีความเข้าใจอย่างดีตั้งแต่ในระหว่างที่ตั้งครรภ์และหลังคลอด และพยายามดูแลตัวเองให้กลับมาเหมือนเดิมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ แม้ว่าจะตั้งครรภ์กี่ครั้ง รูปร่างก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ดังนั้น คุณแม่หลังคลอดทุกคนก็สามารถดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีเหมือนเดิมได้ ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ รับประทานมื้อละน้อยๆ โดยลดแป้งและน้ำตาลให้น้อยๆ ในมื้อเย็น ร่วมกับออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันโดยเฉพาะตอนเย็น ซึ่งจะช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนต้านความชราได้
                                                        
                               
              🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃