วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อาหารที่คุณแม่ควรทานระหว่างตั้งครรภ์




  คนท้อง
 อาหารที่คุณแม่ได้ทานลงไปในระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์บุตร อยู่นั้น เป็นส่วนสำคัญหลักๆ เพราะ ลูกจะได้รับสารอาหารได้อย่างเต็มที่หรือไม่ขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่ได้รับประทานเข้าไปนั่นเอง จึงมีส่วนสำคัญมาก ต่อ พัฒนาการทางด้านร่างกายและสมองของลูกรัก ดังนั้น เราจึงต้องมีการเอาใจใส่ ใส่ใจดูแลเป้นพิเศษ ในการทานอะไรสักอย่างเข้าไปค่ะ เพื่อ ให้ ลูกรัก ได้รับสารอาหารที่เพียวพอ และ จำเป็นต่อร่างกายมากที่สุดค่ะ 
1.กินอย่างไร เพื่อเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์

         เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเป็นแม่ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน คือ

         1)กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดูแลร่างกายให้แข็งแรง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม

         2)ควรกินอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น นม กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย งาดำ เป็นต้น เพื่อจะได้เสริมสร้างกระดูกของคุณแม่ให้แข็งแรง

         3)กินกรดโฟลิกเพื่อบำรุงเลือด โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยากจะมีลูก คุณหมอจะแนะนำให้กินกรดโฟลิกเป็นประจำอย่างต่อเนื่องวันละ 400 ไมโครกรัม เป็นเวลา 12 สัปดาห์

 2.อาหารบำรุงเลือด

         คืออาหารที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดและดูดซึมธาตุเหล็ก ได้แก่

         1)ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางของคุณแม่ได้ พบในตับ ไข่แดง เนื้อแดง งา ถั่วแดง ขนมปังโฮลวีต ลูกพรุน ผักโขม ถั่วลันเตา สาหร่ายทะเล เป็นต้น

         2)โปรตีน ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กในเนื้อสัตว์ให้มากขึ้น และยังสร้างโปรตีนของเม็ดเลือดแดงได้ด้วย แหล่งอาหารที่มีโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ อาทิ หมู ไก่ กุ้ง ปลา และเนื้อ เป็นต้น

         3)โฟเลต อาหารเริมสร้างเม็ดเลือดแดงได้แก่ บร็อกโคลี แคนตาลูป ตับ เนื้อแดง ผักโขม ผักกาดหอม และหน่อไม้ฝรั่ง

         4)ทองแดง ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี พบในตับลูกพรุนแห้ง เมล็ดทานตะวัน เต้าหู้แข็ง ช็อกโกแลต เป็นต้น

 3.อาหารแก้แพ้ท้อง

         เมื่อตั้งครรภ์จะกินอะไรก็ลำบาก เพราะกินไปแต่ละทีก็มีแต่อาเจียนออกมา ทำอย่างไรถึงจะหายแพ้ ลองแก้ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ

         1)แบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ หลาย ๆ มื้อ เพื่อแก้อาการอยากอาเจียนและเบื่ออาหารของแม่ท้อง

         2)จิบน้ำขิงบ่อย ๆ ทีละน้อย เพราะน้ำขิงสามารถแก้อาการคลื่นไส้ได้

         3)ติดของว่างไว้ใกล้ ๆ ตัว ประเภทขนมปังขิง ขนมปังกรอบ หรือซีเรียลแท่งเล็ก ๆ จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ตื่นนอนตอนเช้าและกลางคืนดึก ๆ

 4.ไขมันและคาร์ไบไฮเดรตนั้นสำคัญ

         คุณแม่หลายคนที่กลัวอ้วนมักงดอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะไขมันมีประโยชน์และช่วยในเรื่องพัฒนาการของลูกในครรภ์ โดยเฉพาะไขมันชนิดไม่อิ่มตัว หรือไขมันจากพืช เมล็ดพืช เช่น อโวคาโด พืชตระกูลถั่วเมล็ดทานตะวัน ส่วนไขมันจากปลาก็ได้แก่ ปลาที่ไม่ติดส่วนมัน เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เป็นต้น

         ขณะที่ คาร์โบไฮเดรต คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับพลังงานมากกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 300-500 กิโลแคลอรี ซึ่งแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ ก็มาจากแป้ง ข้าว น้ำตาล และผลไม้ ดังนั้น คุณแม่ควรกินอาหารประเภทที่มีกากใยโปรตีน ใยอาหาร เกลือแร่ และวิตามิน รวมอยู่ด้วย อันได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ถั่ว ผลไม้ ที่มีกากใย และธัญพืชต่าง ๆ ฯลฯ

 5.กินผัก เพื่อลูก

         คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนไม่ชอบกินผัก แต่ยามนี้ ผักมีประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์ค่ะ ดังนั้นจึงควรพยายามกินให้ได้นะคะ

         1)ผักสีเขียว ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ขับถ่ายง่าย เริ่มจากผักบุ้งถือเป็นผักที่กินง่ายที่สุด จากนั้นค่อยๆ ไล่ระดับไปจากผักบุ้งเป็นผักตำลึง บร็อกโคลี ผักกาด ผักคะน้า ไปเรื่อยๆ

         2)ผักสีขาว ช่วยต้านมะเร็งและช่วยย่อยอาหาร เช่น ผักกาดขาว หัวไชเท้า ที่นำมาทำน้ำซุป และรสหวานไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวทำให้กินได้ง่าย

         3)ผักสีส้ม ได้แก่ แครอต ฟักทอง โดยเฉพาะฟักทองนำมาทำเป็นของหวานก็ได้ หากคุณแม่ไม่ชอบอาหารคาว แต่ต้องระวังความหวานจากน้ำตาลที่ใช้ประกอบด้วย

         4)ผักสีแดง คุณสมบัติคือช่วยชะลอความแก่ ได้แก่ มะเขือเทศ บีตรูต พริกหวาน

         5)ผักสีม่วง ป้องกันอันตรายที่สะสมในเส้นเลือดและป้องกันโรคหัวใจ ได้แก่ กะหล่ำปลีสีม่วง และมะเขือม่วง

 6.กินอะไร ให้เหมาะแต่ละไตรมาส

         ไตรมาสแรก : 1-3 เดือน

          ช่วงนี้คุณแม่ต้องการพลังงานมากขึ้น สามารถกินอาหารได้ตามปกติ แต่ให้เน้นเมนูผักเป็นหลัก เพราะผักจะช่วยการย่อย และระบบขับถ่าย หากมีอาการคลื่นไส้ ผลไม้รสเปรี้ยวช่วยได้ค่ะ

          ส่วนเครื่องดื่ม ควรเป็นน้ำผลไม้สด เช่น น้ำแตงโม น้ำส้ม แบบคั้นสดนะคะ ไม่ควรปั่น เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินได้

         ไตรมาสที่ 2 : 3-6 เดือน

          ควรเน้นผักใบเขียวมากขึ้น โดยเฉพาะที่มีวิตามินสูง เช่น บร็อกโคลี คะน้า ผักบุ้ง แครอต ถั่วงอก มะเขือเทศ

          ช่วงนี้ลูกน้อยกำลังเจริญเติบโต ฉะนั้นอาหารบำรุงลูกน้อย อย่างโอเมก้า 3 พวกปลาทะเล และถั่วบางชนิดก็มีความสำคัญค่ะ

          คุณแม่ท้องช่วงนี้ อาจจะมีอาการท้องอืดบ้าง การดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ จะช่วยการระบายได้เป็นอย่างดี

        ไตรมาสที่ 3 : 6-9 เดือน

          ใกล้คลอดเข้าไปทุกทีแล้ว คุณแม่อาจเคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวก อาหารที่ควรกินคืออาหารที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย และเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง อาทิ บร็อกโคลี แคนตาลูป ตับ เนื้อแดง ผักโขม ผักกาดหอม และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

 7.อาหารต้องห้ามยามท้อง

         1)อาหารรสเผ็ด เพราะยิ่งเผ็ดอุณหภูมิในร่างกายยิ่งร้อน คุณแม่จะยิ่งหงุดหงิดอาจส่งผลให้ร้อนในและลำไส้อักเสบได้

         2)อาหารหนัก ๆ ย่อยยาก แคลอรีสูง เช่น เค้ก พิซซ่า โดนัท น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังทำให้ร่างกายทำงานหนักและเป็นไขมันส่วนเกินในร่างกายอีก

         3)อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ไข่ดิบ เนื้อปลา ซูซิ สเต๊กบางอย่างหอยนางรม อาจจะมีสารพิษหรือเชื้อโรคตกค้างอยู่ แม่ท้องกินเข้าไปก็อาจติดเชื้อโรคและเป็นอันตรายได้

         4)นมและเนย ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ

         5)ของหมักดอง ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย โซเดียมสูง

         6)น้ำชา กาแฟ ยิ่งดื่มมาก ร่างกายยิ่งต้องขับน้ำออกมามาก และปัญหาที่ตามมาคือคุณแม่อาจท้องผูกได้

         7)ถั่วลิสง ควรหลีกเลี่ยงการกินถั่วลิสงระหว่างตั้งครรภ์ เพราะอาจกระตุ้นให้ลูกเกิดมาเป็นโรคภูมิแพ้ได้

         8)ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาสมองของลูกในครรภ์

 8.ใกล้คลอด หลังคลอด เพิ่มน้ำนม

         เมื่อใกล้คลอด อาหารที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่คืออาหารที่มีรสร้อน เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกายอบอุ่น เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้มีน้ำนมมากขึ้น ฉะนั้นช่วงนี้คุณแม่ควรกินอาหารที่เน้นน้ำนมเป็นหลัก ซึ่งสมุนไพรไทยหลาย ๆ อย่าง ก็มีสรรพคุณเป็นอาหารรสร้อน เช่น หัวปี ใบกะเพรา กุยช่าย กานพลู มะละกอ ฟักทอง ขิง และใบแมงลัก ซึ่งอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส เบต้าแคโรทีน เหล็ก วิตามินซี โปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี เป็นต้น

         เมนูแนะนำคือ แกงเลียง ผัดกะเพรา ยำหัวปลี แกงป่าฟักทองผัดไข่ ฟักทองแกงบวด ไก่ผัดขิง ฯลฯ ที่อุดมไปด้วย แคลเซียม โปรตีน ธาตุเหล็ก อสฟอรัส วิตามินซี เบต้า แคโรทีน ช่วยบำรุงเลือด และทำให้มีน้ำนมเยอะค่ะ

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อาการแพ้ไข่และนมวัวของลูกน้อยสามารถแก้ไขได้ค่ะ




   อาการแพ้ไข่และนมวัวของลูกน้อยสามารถแก้ไขได้ค่ะ
ไข่

นมวัว
อาการแพ้ไข่และนมวัว  นเด็กนั้น ไม่อันตรายอย่างที่คิดและมีวิธีแก้ที่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะต้องใช้ให้ถูกวิธี และ ต้องเป็นวิธีที่ถูก หรือ เข้ากันกับภูมิต้านทานของเด็กด้วยค่ะ เพราะ เด็กบางคนอาจไม่เหมาะกับกาใช้วิธีดังกล่าวได้ค่ะ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้ทานไปเรื่องๆ แต่สามารถทานได้ทีละน้อง สำหรับคนทีี่ยังไม่มั่นใจในภูมิต้านทานของลูกน้อยของคุณ   
     การฉีดยาแก้แพ้เป็นวิธีรักษาอาการแพ้ต่างๆ มานานแล้ว และปัจจุบันผู้ที่แพ้อาหารมักเลือกหลีกเลี่ยงอาหารที่ตนแพ้เพื่อป้องกันตัว เองกันมากขึ้น ถึงอย่างนั้นผู้แพ้อาหารก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่แพ้นมวัวและไข่ ซึ่งเป็นกลุ่มอาหารที่มีผู้แพ้มากที่สุด เพราะทั้ง นมวัวและไข่ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการอาหารจำนวนมาก
จากการ ศึกษาล่าสุดที่ปรากฏในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) พบสัญญาณที่ดีของการรักษาอาการแพ้ดังกล่าวให้หายขาดได้ ด้วยวิธี Oral immunotherapy
Oral immunotherapy หมายถึงการให้ผู้ป่วยกินโปรตีนของอาหารที่แพ้ในปริมาณน้อยๆ ทุกวัน และค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ภายใต้การควบคุมอย่างระมัดระวัง โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มความทนทานต่ออาหารนั้น ปัจจุบันอาหารที่มีการวิจัยเพื่อให้การรักษาโดยวิธีนี้ได้แก่ นมวัว ไข่ และถั่วลิสง ซึ่งพบว่ารักษาโดยวิธีนี้ได้สำเร็จเพิ่มมากขึ้น
การศึกษา กรณีเด็กแพ้โปรตีนไข่ ทำโดยให้เด็ก 40 คนกินไข่ในปริมาณควบคุมทุกวันเป็นเวลาสองปี พบว่ามีเด็ก 11 คนที่สามารถกลับมากินไข่ได้ตามปกติและไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เช่นเดียวกันกับกรณีของเด็กที่แพ้โปรตีนนมวัว นักวิจัยได้ให้เด็ก 12 คน (อายุระหว่าง 5 - 12 ปี )   
ดื่มนมวัวที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปใดๆ ในปริมาณควบคุมเป็นเวลาหกสัปดาห์ และเมื่อครบกำหนด พบว่าเด็กทั้งสิบสองคนสามารถกลับมาดื่มนมวันละสองแก้วได้เป็นปกติ
การทดลองดังกล่าวสรุปได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก แต่ปฏิกิริยาต่อต้านก็อาจเกิดขึ้นได้บ้างในบางลักษณะ
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการศึกษาค้นคว้าเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ ชิด พ่อแม่เด็กจึงไม่ควรทดลองบำบัดเองที่บ้านโดยเด็ดขาดนะคะ

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เตือน... คุณแม่ผ่าคลอด อาจทำให้ลูกไม่ได้รับภูมิต้านทานที่เพียงพอ!




    จากการรวบรวมผลการศึกษาวิจัย ยืนยันตรงกันว่า เด็กที่คลอดโดยวิธีผ่าคลอดอาจมีโอกาสเจ็บป่วยมากขึ้นถึง 20%*
     และเสี่ยงต่อระบบภูมิต้านทานที่พัฒนาล่าช้าตั้งแต่เกิด เมื่อเทียบกับการที่เด็กคลอดด้วยวิธีธรรมชาติผ่านทางช่องคลอด

แม่และเด็ก

ทำไม? เด็กผ่าคลอดอาจมีโอกาสป่วยง่ายกว่าเด็กคลอดตามธรรมชาติ
    เพราะเด็กที่ผ่าคลอดจะคลอดออกมาทางแผลผ่าตัดหน้าท้อง ทำให้หมดโอกาสที่จะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติก เหมือนๆ กับเด็กที่คลอดตามธรรมชาติซึ่งจะได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์นี้ผ่านทางช่องคลอดและลำไส้ใหญ่ส่วนล่างของแม่ โดยจะพัฒนาต่อไปเป็นระบบภูมิคุ้มกันต้านทานตั้งต้นที่สำคัญในวัยแรกเกิดของลูกน้อย
เมื่อลูกน้อยมีพัฒนาการภูมิต้านทานล่าช้า ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น อาการที่มักเห็นในเด็กเล็กเพิ่มมากขึ้นๆ ในปัจจุบัน เช่น เป็นผื่นคัน อาการน้ำมูกไหลง่าย หรือเป็นโรคภูมิแพ้ตามมา การใส่ใจเสริมสร้างคืนภูมิต้านทานให้ลูกน้อยหลังการผ่าคลอดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ
คุณแม่ผ่าคลอด เลือกคืนภูมิต้านทานตั้งต้นให้ลูกน้อยได้      
นมแม่  นับว่าที่ความสำคัญอย่างมากสำหรับลูก โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกที่ลูกจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคที่จะเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ หรือในรายที่คุณแม่ไม่สามารถให้นมแม่ได้หรือมีไม่เพียงพอ ควรเลือกนมสูตรเสริมจุลินทรีย์สุขภาพ หรือ โพรไบโอติก และอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ พรีไบโอติก ชนิดดังกล่าว  ทำงานร่วมกันแบบ ซินไบโอติก ที่มีผลวิจัยยืนยันแล้วว่าสามารถสร้างเสริมภูมิต้านทานตั้งต้นที่แข็งแกร่งให้ลูกน้อยได้
รู้แบบนี้แล้วคุณแม่ผ่าคลอดคงจะสบายใจขึ้น อย่างไรก็ดี คุณแม่ยังสามารถขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อคืนภูมิต้านทานตั้งต้นได้อย่างเหมาะสมให้กับลูกน้อยของคุณแม่ได้

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ิสิ่งง่ายๆที่สามารถสร้างความสุขให้คุณได้




วิธีง่าย ๆ สไตล์อายุรวัฒน์ โดยให้มีวิถีชะลอวัย โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยไปตามวัยเสมอ 

แม่และเด็ก

1. เปลี่ยนอาหาร
ผู้ที่เป็นมารดามักต้องเสียสละร่างกายส่วนหนึ่งเพื่อไปสร้างเป็นร่างกายลูกน้อย ส่วนหายไปทำให้คุณแม่ทรุดโทรมได้เมื่อถึงวัยหนึ่ง การเปลี่ยนอาหารช่วยคุณแม่นั้นขอให้เริ่มที่
ชา,กาแฟ,น้ำอัดลม,น้ำหวานและแอลกอฮอล์ ขอให้เป็นน้ำเพื่อสุขภาพนั่นคือ "น้ำเปล่า" และ "น้ำผักผลไม้ปั่นทั้งกาก" ส่วนในเรื่องมื้ออาหารขอให้ทานแบบไม่ต้องหนักทั้ง 3 มื้อ
ก็ได้ ปรับมื้อเย็นให้เบาลงเป็นสลัดหรือผักน้ำพริกไม่มีข้าว เอาอาหารแคลเซียมสูงเติมเข้าไป อาทิ เต้าหู้,งาดำและปลาเล็กให้คุณแม่รับประทาน "เติมกระดูก" ให้ลูกควงแขนเดิน
เล่นได้นานๆ
2.เปลี่ยนน้ำดื่ม
การดื่มน้ำแบบคุณแม่ต้องเลือกดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ น้ำเปล่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่คุณแม่หลายท่านไม่คุ้นชิน การกินน้ำชา,กาแฟหรือน้ำแร่นั้นก็เป็นเรื่องนานาจิตตังสุด
แต่คุณแม่นิยมครับ แต่หลักการก็คือให้มีน้ำเข้าสู่ร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเพื่อบำรุงสมองและหัวใจของคุณแม่ให้ไม่เสื่อมไวจากการอักเสบตามวัย
3.เปลี่ยนการนอน
คนเมื่อถึงวัยคุณแม่แล้วมักบ่นว่านอนได้น้อยลงหรือไม่ก็ตื่นไวขึ้น การนอนที่ดีของคุณแม่ขอคุณลูกแค่แอบสังเกตว่า "นอนกลางวัน" หรือไม่ถ้าใช่ให้ชวนคุณแม่ทำกิจกรรมอื่น
แทนการนอน ถ้ายังไม่หลับอีกก็ให้หา "น้ำเชอรี่", "ขี้เหล็ก", "มะตูม" หรือชาคาโมไมล์อุ่นท้องมาให้คุณแม่รับประทานจะช่วยได้มาก
4.เปลี่ยนการนั่ง
คุณแม่หลายท่านมีเรื่อง "น้ำหนักเกิน" จากการไม่ค่อยลุกเดิน ขอให้ชวนคุณแม่มาลุกเดินรอบบ้านบ้างหรือเปลี่ยนโลเคชั่นสวยๆ นอกบ้านให้คุณแม่รู้สึกอยากเดิน ไม่เช่นนั้นอาจ
ทำให้ "ข้อเข่า" และ "ข้อสะโพก" มีปัญหา แต่ถ้ามีคุณแม่ที่ขยันไม่หยุด เดินทั้งวันก็ขอให้คุณลูกดูอย่าให้ท่านั่งท่า ขัดสมาธิ,พับเพียบ,ยองๆ และคุกเข่าบ่อยเกินไปเพราะ
ทำลายข้อได้
5.เปลี่ยนข้อไหล่ข้อเข่า
นั่นคือเปลี่ยนให้คุณแม่ได้พักร่างกายบ้าง อย่างการหิ้วของหนักหรือยกของจนข้อไหล่และหลังแทบพังนั้นขอให้เว้นไว้เลย เพราะคุณแม่อาจมีปัญหากับ "โรคกระดูกพรุน
(Osteoporosis)" หรือกระดูกบางระยะเริ่มต้นมาก่อนแล้ว ลองคิดง่ายว่าตั้งแต่เราเกิดมาก็มีแม่คอยอุ้ม ครั้นโตขึ้นแม่บางท่านต้องช่วยหิ้วกระเป๋าหนังสือ เมื่อเติบใหญ่ทำงานได้
แล้วคุณแม่ก็อาจยังต้องคอยช่วยดูแลกิจการ ช่วยยกข้าวของหรือซักผ้าทำงานบ้านเพื่อให้ลูกสบายขึ้น ขอให้จับมือคุณแม่ไว้แล้วช่วยให้ท่านเบาแรง
6.เปลี่ยนหัวใจ
ในที่นี้หมายถึงจิตใจข้างในของคุณแม่ต้องแก้ที่ "เครียด" ด้วย ในผู้ใหญ่เราพบภาวะเครียดเก็บไว้ข้างในจนกลายเป็น "ซึมเศร้า (Depressive mood disorder)" ได้มาก หากมี
อาการเหงาๆ เงียบๆ ไปขอให้ลูกๆ เข้าไปทัก นอนตัก นั่งนวด ลูบเนื้อตัวให้คุณแม่ แค่นี้ก็ช่วยล้างพิษพิชิตเครียดในหัวใจคุณแม่ได้แล้ว เปลี่ยนให้ความเครียดนั้นกลายเป็นความ
สุขตามประสาแม่ลูก
7.เปลี่ยนรัก
ให้คุณแม่ได้พักบ้าง เพราะความรักของแม่นั้นมากมายมหาศาล ทุกๆ วันแม่มีแต่คอยรักและห่วงลูกจนเมื่อแม่ย่างเข้าวัยอาวุโสขึ้น แม่จะรู้สึกว่าต้องฝืนร่างกายดูแลลูกทำกับข้าวหรือดูแล
บ้านเพื่อลูกเพราะคำว่า "รัก" คำเดียวเท่านั้น ข้อนี้สำคัญครับคือขอให้ลูกเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรักแม่อย่างที่แม่ทำบ้าง ให้แม่วางภาระงานลงแล้วหาคนมาช่วยทำงานบ้าน โดยตัวลูก
เองลงมาชวนคุณแม่ทำกิจกรรมเล็กๆน้อยด้วย กันพอให้ไม่เหงาเช่น ทำกับข้าวให้แม่กิน, ชวนแม่ทำสวนหรือชวนกันเดินเล่นกวาดพื้นแถวซอยบ้าน
สำหรับเรื่องการ "เปลี่ยน" เป็นเรื่องสำคัญที่ลูกทุกคนจะทำให้คุณแม่ได้ เพราะดวงใจของคุณแม่ก็คือลูก ถ้าลูกเป็นห่วงและขอร้องแล้วก็เชื่อว่าคุณแม่
ส่วนใหญ่คงพร้อมที่จะทำอย่างปลื้มใจที่สุด แต่ก็ขอให้อย่าเพิ่งหยุดการเปลี่ยนนี้ที่แค่คุณแม่ เพราะตัวลูกเองก็อาจ "เปลี่ยน" ให้คุณแม่มีความสุขได้เช่นกัน โดยเปลี่ยนสำคัญที่
มอบเป็นของขวัญในวันแม่ได้ก็คือ เปลี่ยนการดื่มเหล้า, สูบบุหรี่, เปลี่ยนการกินเที่ยวดึกๆ หรือเปลี่ยนตัวตนเป็นคนขยันช่วยคุณแม่ให้ไม่ต้องเหนื่อยตลอดชีพ เพราะความสำคัญ
อยู่ที่ "รักจากลูก" นั่นเองที่ทำให้แม่ไม่เกรงกลัวการเปลี่ยนแปลง ด้วยแรงรักที่ทำให้ "เปลี่ยน" นี้จะทำให้แม่มีสุขภาพดีอยู่กับลูกไปนานแสนนาน